รุด ปะทะ อองรี เบอร์หนึ่ง ดาวยิงแห่งเกาะอังกฤษ ยุคมิลเลนเนียม

รุด ปะทะ อองรี เบอร์หนึ่ง ดาวยิงแห่งเกาะอังกฤษ ยุคมิลเลนเนียม

 

 

หากกล่าวถึงพรีเมียร์ลีก ในยุคหลังปี 2000 ทุกสายตาต่างจับต้องไปที่การห้ำหั่นกันระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ อาร์เซนอล ที่นำทีมโดยอาร์แซน เวนเกอร์

 

ความดุเด็ดเผ็ดมัน ของการปะทะกันระหว่าง 2 สุดยอดโค้ชแห่งยุคในช่วงนั้น ได้ถ่ายทอดมาถึงลูกทีมของพวกเขา

 

ไม่ว่าจะกัปตันทีมของทั้งคู่ อย่าง รอย คีน กับ ปาทริค วิเอรา ที่เจอกันในสนามเมื่อไหร่ หวดกันไฟแล่บเสมอ

 

และอีกคู่ ที่จะลืมไม่ได้ก็คือ 2 สุดยอดดาวยิงของแต่ละทีม อย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย และ เธียร์รี อองรี

 

ทั้ง 2 คน ต่างขับเคี่ยวแย่งชิงตำแหน่งดาวซัลโว และ นักเตะยอดเยี่ยมกันอย่างสนุกสูสี

 

สัปดาห์ต่อสัปดาห์ รุดยิง อองรี ยิง ผลัดกันยิงกันไปกันมา จนทำให้ ปีศาจแดง กับ ปืนใหญ่ คือ 2 สุดยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ ในเวลานั้น

 

คนหนึ่ง คือกองหน้าจาก ฮอลแลนด์ ที่ถูกยกให้เป็น หนึ่งในสุดยอดกองหน้า ที่เมื่อไหร่ที่เขาได้บอลในกรอบเขตโทษ แทบจะนับ 1 เป็นสกอร์ได้เลย การันตีสถิติได้เป็นอย่างดีกับ พีเอสวี ที่ซัดไปถึง 62 ประตู จากการลงสนามทั้งหมด 67 นัด เฉลี่ยแล้วนัดละเกือบประตู

 

ส่วนอีกคนหนึ่ง คือ นักเตะที่มีลีลาสวยงาม การปั่นโค้งๆ สุดสวย ลูกยิงสุดมหัศจรรย์มากมาย แอสซิสต์ที่ต้องจดจำ จนทำให้ปืนใหญ่ ณ เวลานั้น ร้อนแรง จนใครก็ยากจะหยุดได้

 

เป็นเวลากว่า 5 ปี ที่ทั้งคู่ต้องดวลกันอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นช่วงเวลาที่สนุกสุดๆ โดยเฉพาะทั้ง 2 คน

 

การแข่งขันกันของทั้ง 2 คน จุดเริ่มต้น คือปี 2001 รุดที่ตอนนั้น ยังเพิ่งอายุย่างเข้าวัยเบญจเพศ หอบดีกรีสุดยอดกองหน้าจาก เอเรดิวิซี่ และเพียงปีแรก ก็ซัดไปถึง 23 ประตู ในลีก รวมทุกรายการ 36 ประตู คว้ารางวัลนักเตะอดเยี่ยมแห่งปีไปครอง

 

แต่ก็ยังสู้ดาวยิงเฟรนช์แมนไม่ได้ หลัง อองรี ที่แม้จะยิงทุกรายการแค่ 32 ประตู สามารถพาปืนใหญ๋เข้าป้ายคว้าแชมป์ลีกไปครองได้สำเร็จ

 

และในฤดูกาลต่อมา รุด ก็ไม่หยุดเท่านั้น หลังยิงไปถึง 44 ประตูในทุกรายการ พร้อมสร้างสถิติยิงต่อเนื่อง 8 นัดติดต่อกัน (ก่อนที่เจมี วาร์ดี้ จะมาทำลายสถิติ) พาปีศาจแดง ทวงแชมป์ลีกจาก ปืนโตได้สำเร็จ

 

ส่วนอองรี ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของปีนั้นก็จริง แต่ก็ทำได้แค่แชมป์เอฟเอ คัพ เพียงรายการเดียวเท่านั้น

 

ก่อนที่ปีต่อมา อองรี จะก้าวขึ้นมาเหนือรุดอย่างเต็มตัว หลังพาปืนโตที่ขึ้นหม้อสุดขีด คว้าแชมป์ลีก พร้อมสถิติไร้พ่ายตลอดฤดูกาล พร้อมคว้าถ้วยทองไปนอนกอด จากการกดไป 39 ประตู

 

ส่วนรุดต้องชอกช้ำ แต่ก็ยังมีแชมป์เอฟเอ คัพ ติดไม้ติดมือออกมา

 

3 ปีเต็มที่ทั้งคู่พีคสุดๆ หากมองภาพกว้างๆ แน่นอน ว่า อองรี คือ กองหน้าที่ดีกว่ารุดแน่นอน ครบเครื่องกว่า มีอิทธิพลต่อทีมเหนือกว่า ทำให้ทีมแข็งแกร่งไปทั่วแผ่น

 

ซึ่งช่วงเวลาหลังจากนั้นได้เกิดขั้วอำนาจใหม่สีน้ำเงินขึ้นมา ซึ่งก็คือเชลซี ของ โชเซ มูรินโญ ทำให้การขับเคี่ยวกันของ ปืศาจแดง กับ ปืนใหญ่ จบลง

 

ก่อนที่ 2 สุดยอดดาวยิงจะเก็บข้าวของย้ายไปลาลีกา โดย ในรายของ ฟาน นิสเตลรอย ได้ลาทีมไป เรอัล มาดริด ในปี 2006 ส่วน อองรี ไปอยู่กับ บาร์เซโลนา ในปี 2007

 

ซึ่งการขับเคี่ยวของทั้งคู่ ในลาลีกา ไม่ค่อยได้รับการจับตามองเท่าไหร่

 

ย้อนกลับมาที่ อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

ปืนใหญ่ หลังจากที่หมด อองรี แล้ว กลายเป็นทีมที่ต้องตกลงมาลุ้นท็อปโฟร์ เพียงอย่างเดียว นับตั้งแต่วันที่ อองรี ย้ายออกไป พวกเขาทำได้เพียง แชมป์ เอฟเอ คัพ 3 สมัย เท่านั้น

 

ขณะที่ ปีศาจแดง หลังจากที่รุด ออกไป พวกเขาได้ ตัวแทนอย่าง เวย์น รูนีย์ และ คริสเตียโน โรนัลโด้ ก้าวขึ้นมาทำประตู พร้อมกวาดแชมป์มากมาย โดยแบ่งเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, แชมป์ เอฟเอ คัพ 1, ลีก คัพ อีก 3 สมัย และ แชมป์ แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 1 สมัย

 

สุดท้ายภาพที่เกิดขึ้น คือ แม้ อองรี จะดูเหนือรุดก็จริง แต่ อาร์เซนอล ในวันที่ไม่มีอองรี กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันที่ไม่มีรุด กลับแข็งแกร่งขึ้น และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

 

กลายเป็นปีศาจแดง ที่ยุคหลังจากนั้น ได้รับการชูมืออย่างเต็มภาคภูมิ เรื่องนี้สอนให้เห็นสัจธรรมในโลกฟุตบอลได้อย่างชัดเจน จากศึก ระหว่าง อองรี กับ รุด

 

ว่าชัยชนะที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันแค่ปีต่อปี หรือ แค่ 3 ปี แต่ต้องมองถึงระยะยาวและส่งต่อถึงอนาคต ในวันที่ปีศาจแดง หวังพึ่งประตูจากรุด ก็มีการเตรียมการอย่างต่อเนื่องสำหรับอนาคต อย่าง เช่น รูนีย์, โรนัลโด้ ที่จะก้าวขึ้นมาถล่มประตูแทน

 

ในขณะที่ปืนใหญ่ ไม่สามารถหาใครมาทดแทน ช่องว่างที่อองรี ทิ้งไว้ได้เลย ซ้ำร้ายรอยแผลนั้น ยังคงเป็นรอยแผลที่ชัดเจนมาจนถึงทุกวันนี้

 

การทำทีมฟุตบอลที่ดี ต้องวางแผนการระยะยาว ไม่ใช่มองแค่การแข่งขันระยะสั้น และสิ่งสำคัญของฟุตบอล ต้องมองที่โครงสร้าง ไม่ได้มองแค่คนเพียงคนเดียว คนนั้นมีวันตาย แต่โครงสร้างจะอยู่กับทีมไปตลอด

 

วันที่ อองรี ได้ชูมือเหนือ รุด พอเวลาผ่านไป กลายเป็นปืนใหญ่ ที่ยังคงเจ็บปวด ในขณะที่ปีศาจแดง กลับแข็งแกร่งขึ้นไป

 

การชนะในวันนั้นไม่ได้แปลว่าจะชนะต่อในวันนี้ การจะชนะให้ได้ตลอด คือต้องมีการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่คาดไม่ถึง หากคุณมองแต่ปัจจุบัน สุดท้ายกลายเป็นว่าคุณกำลังย่ำอยู่ที่เดิม เพราะในวันที่คุณไม่เดินต่อ พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในวันนั้นยังมีคนที่ทำงานหนัก มองอนาคต และพร้อมที่จะก้าวแซงคุณขึ้นมา

 

 



 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ อันดับ 1 ในประเทศ

 

คาสิโนออนไลน์ พนันออนไลน์ พนันบอล พนันบอลออนไลน์ ที่เล่นได้ตลอด 24 ชม. 7 วัน เล่นง่าย ฝาก-ถอน รวดเร็ว รองรับทุกอุปกรณ์ สมัครสมาชิก ได้แล้ววันนี้ พร้อมเล่นในทันทีที่ฝากเงิน