“ฟุตบอลไทย” หลังไวรัส จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

ฟุตบอลไทยหลังไวรัส จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป

 

 

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อวงการฟุตบอลทั่วโลก และประเทศไทยเองก็ได้รับผลกระทบอยู่เช่นกัน

 

ณ ปัจจุบัน อย่างที่ทราบ หลายสโมสรจำเป็นต้องขอความร่วมมือ ‘ลดค่าเหนื่อยบรรดานักกีฬา และสตาฟฟ์โค้ช’ เนื่องจากการได้รับผลกระทบทางรายได้ ไม่ว่าจะเป็นลิขสิทธิ์ทางทีวี การจำหน่ายตั๋วเข้าชมการแข่งขัน และของที่ระลึกที่หายไป

 

นอกจากนี้ บรรดาเจ้าของทีมส่วนใหญ่ต่างเป็นผู้ทำกิจการในภาคเอกชน ซึ่งก็ได้รับผลกระทบจากวิกฤตไวรัส ในทางอ้อมอย่างเต็มตัว โดยเฉพาะเรื่องการเงินต่างๆ

 

จากวิกฤตครั้งนี้ ทำให้หลายสโมสรต่างประสบปัญหาอย่างมาก ในเรื่องของ ‘เงินทุน’ ในการทำทีม การจ่ายค่าแรงนักกีฬา รวมถึงสตาฟฟ์โค้ช

 

เพราะด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ส่งผลให้เงินฝืดเคือง จะยังคงไม่หยุดแน่นอนแม้ในวันที่ไวรัสหายไป

 

และเป็นที่แน่ชัดว่า “การแข่งขันฟุตบอล ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ วางแผนไว้ว่าจะกลับมาเตะในช่วงเดือนกันยายน คาดว่าการแข่งขันจะยังต้องเป็นแบบปิดไปจนกว่าจะหาวัคซีนรักษาโควิดได้”

 

นั่นแปลว่า “รายได้ของแต่ละทีมน่าจะถูกลดลง” นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจ คงทำให้แฟนบอลหลายคนต้องคิดมากขึ้นในการใช้เงินเพื่อเดินทางไปดูฟุตบอล

 

เพราะปัจจุบัน ด้วยค่าตั๋วเข้าชมการแข่งขัน+ค่าเดินทาง+ค่ากิน ต่างๆ จะตกอยู่ที่ประมาณ 500 บาทต่อหัว เป็นอย่างน้อย ทำให้หลายคนอาจจะเลือกช่องทางที่จะดูผ่านทางทีวีมากขึ้น เพราะไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพิ่ม พร้อมกับลดค่าใช้จ่ายลงไป

 

ซึ่งนั่นจะส่งผลให้ “รายได้ของแต่ละสโมสรน้อยลง” เพราะทุกคนเริ่มอยู่ในภาวะรัดเข็มขัดมากยิ่งขึ้น

 

ย้อนไปในปี 2014 ที่ทีมชาติไทย ทวงแชมป์ ‘เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ’ กลับมาครองได้ ทำให้ค่าแรง ค่าเหนื่อยต่างๆ พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน เกิดการซื้อขายนักเตะในมูลค่า 10 ล้านบาทต่อคนมากขึ้น

 

และในปี 2017 ก็มีดีลที่แพงช็อคประเทศ อย่าง ‘การย้ายทีมของ ธนบูรณ์ เกษารัตน์’ จาก เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด สู่ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ที่มีมูลค่าสูงถึง 50 ล้านบาท และเป็นสถิติการย้ายทีมที่แพงที่สุดของประเทศไทยมาจนถึงทุกวันนี้

 

แต่เชื่อหรือไม่ว่า “หลังจากนี้เป็นต้นไป มูลค่านักเตะดังกล่าวจะไม่มีทางเป็นไปได้อีกแล้ว” เช่นเดียวกับ วงการฟุตบอลต่างประเทศ ที่หลายฝ่ายต่างวิเคราะห์ และฟันธงว่า “จะไม่มีทางที่จะมีดีล อย่างเนย์มาร์ ที่จะย้ายจาก บาร์เซโลนา ไป ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง ด้วยค่าตัว 198 ล้านปอนด์”

 

การเข้ามาของไวรัส จะทำให้ ‘ความเฟ้อของกระแสเงินสดในวงการฟุตบอลไทย’ ดีขึ้น หลายทีมอาจจะต้องล้มละลายลงไป หลังจากที่ช่วงที่ผ่านมา หลายสโมสรมีรายจ่ายสูงกว่ารายได้ และรอแต่หวังน้ำบ่อหน้า จากสปอนเซอร์บ้าง จากความสำเร็จที่คาดการณ์ไม่ได้บ้าง

 

นับแต่นี้ต่อไป มันคงเป็นเรื่องยากที่จะมีนักเตะสักคน จะได้รับค่าเหนื่อยระดับ 7 หลักต่อเดือน การย้ายทีมจะมีน้อยลง การซื้อตัวจะเป็นการแลกตัวเป็นส่วนใหญ่

 

‘เด็กดาวรุ่งที่เติบโตจากอะคาเดมี’ จะมีโอกาสมากขึ้น เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ จากที่เมื่อก่อน โอเคจ่ายไปเลย ไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ได้สปอนเซอร์มาจ่าย แต่เวลานี้ต้องคิดมากขึ้น ‘ว่าการลงทุนครั้งนี้ มันจะคุ้มค่าหรือไม่’

 

เสียงของวงการนักธุรกิจ มีการเตือนเสมอว่า “ถ้าใครอยากจนให้ลองมาทำฟุตบอลไทย” ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามันเป็นเรื่องจริง

 

แต่หลังจากนี้ไป ด้วยวิกฤตมันจะทำให้ตัวเลขลดลง ทุกคนเริ่มมองหาช่องทางในการทำกำไรมากขึ้น เพราะวิกฤตครั้งนี้ แสดงให้เห็นแล้วว่า ‘มันไม่มีอะไรแน่นอน’

 

อาชีพที่ดูมั่นคง และรายได้สูง อย่างแอร์โอสเตส หรืออาชีพอื่นๆ ยังสามารถตกงานได้

 

หลังจากนี้ ทุกคนจะต้องคิดมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจไปต่อในระยะยาว ไม่ใช่คิดแค่ปีต่อปี เช่นเดียวกับตัวเราทุกคน ที่หลังจากนี้จะมองหาสิ่งต่างที่มันมั่นคงขึ้น

 

เพราะสโมสรฟุตบอลก็เปรียบเหมือนคน ไม่มีใครอยากล้มเหลวหรือล้มละลาย ถ้าหากเลือกได้ เราไม่อยากจะตายไปพร้อมกับกองหนี้

 

ที่ผ่านมามันดูเป็นเรื่องตลกเสมอ ที่หลายทีมทุ่มเงินระดับ 100 ล้านบาท เพื่อล่าแชมป์ลีก ที่มีมูลค่าแค่ 10 ล้านบาท เราจะไปโทษแต่ฝ่ายจัดที่ให้เงินรางวัลน้อยอย่างเดียวก็ไม่ได้

 

แต่เราต้องมองให้ออกว่า “วันนี้ฟุตบอลไทย อยู่ตรงไหนกันแน่ เรามีมูลค่าสูงขนาดนั้นจริงหรือ เราคือเบอร์ 1 ของอาเซียนก็จริง แต่ในระดับเอเชียล่ะ เราตัวสูงเท่าไหร่ และเทียบกับระดับโลก มันยังห่างไกลเกินไปไหม”

 

ที่ผ่านมา เราพัฒนาอย่างก้าวกระโดด จนลืมมองรายละเอียดต่างๆที่ตกหล่น การเกิดวิกฤตในคร้ังนี้ ทำให้เราต้องถอยมาที่ศูนย์ใหม่อีกครั้ง และมันจะดีกว่าไหม ถ้าหลังจากนี้เราจะค่อยๆ ขึ้นบันไดไปทีละขั้น ให้ความสำคัญในการพัฒนา มากกว่าลงทุนในสิ่งที่จับต้องได้ยาก

 

“ในวิกฤตมีโอกาสเสมอ อยู่ที่ตัวคุณจะเรียนรู้ และเอาตัวรอดจากมันได้อย่างไร”

 

 



 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ อันดับ 1 ในประเทศ

 

คาสิโนออนไลน์ พนันออนไลน์ พนันบอล พนันบอลออนไลน์ ที่เล่นได้ตลอด 24 ชม. 7 วัน เล่นง่าย ฝาก-ถอน รวดเร็ว รองรับทุกอุปกรณ์ สมัครสมาชิก ได้แล้ววันนี้ พร้อมเล่นในทันทีที่ฝากเงิน

 

 

ไขรหัส ความสำเร็จ “ลิเวอร์พูล” ของเจอร์เก้น คล็อปป์

ไขรหัส ความสำเร็จลิเวอร์พูลของเจอร์เก้น คล็อปป์

 

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ตลอด 3 ปีหลัง “ลิเวอร์พูล” ของเจอร์เก้น คล็อปป์ ได้ดีดตัวเองขึ้นมาเป็นทีมระดับแถวหน้าของโลกเป็นที่เรียบร้อย

 

การเข้าชิงยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2 ปีติดต่อกัน และได้แชมป์สมัยที่ 6 มาครองเมื่อสัปดาห์ก่อน และการขยับเข้าใกล้ “การคว้าแชมป์ลีกสมัยแรกในรอบ 30 ปี” ชนิดที่แทบจะไม่แพ้ใครเลย

 

ทำให้สายตาของคนในวงการฟุตบอลต่างถามว่า “เจอร์เก้น คล็อปป์ ทำอะไร จึงเปลี่ยนเครื่องจักรสีแดงตัวนี้ กลับมาทำงานได้ดุดันอีกครั้ง”

 

เรื่องที่ 1 แท็คติก

 

ทุกคนต่างได้ยิน ‘แท็คติก เกเก้น เพรสซิ่ง’ หรือ ‘การกดดันอย่างดุดัน และรวดเร็ว’ ที่เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่ทำให้ลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จ

 

3 กองหน้าอย่าง ซาดิโอ มาเน่, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน สามารถเล่นเกมรับได้อย่างเนียนตา และเมื่อตัดบอลได้ ก็สามารถโจมตีได้อย่างรวดเร็ว

 

แต่ความจริงแล้วแท็คติกนี้ ถือเป็นแท็คติกแรกที่คล็อปป์นำเข้ามา และทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในช่วงแรก เพราะในลีกส่วนใหญ่ พวกเขามักจะชนะทีมใหญ่ และไปแจกแต้มให้กับทีมเล็กๆ จนโดนล้อว่าเป็น‘โรบินฮูด’

 

แต่การเข้ามาของ ‘เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์’ และ ‘อลิสซอน เบคเกอร์’ ทำให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น จากเดิมที่พวกเขาจะทำได้ดียามไม่มีบอล พวกเขาเริ่มรู้จักการครองบอลเพื่อโจมตี และแนวรับที่คอมแพคต์ บวกกับผู้รักษาประตูที่ไว้ใจได้ ทำให้เมื่อเจอกับทีมเล็ก พวกเขารู้จักวิธีการครองบอลเพื่อสร้างโอกาส

 

โดยเฉพาะ ‘จอร์แดน เฮนเดอร์สัน’ กัปตันทีมที่พัฒนาตัวเองขึ้นมา ในการควบคุมจังหวะการเล่นของทีม ที่ไม่ต้องรวดเร็วอย่างเดียว แต่ต้องรู้จักดึงช้าในบางจังหวะ เล่นกับพลกำลังของคู่ต่อสู้ในยามครองบอล รวมถึง หาโอกาสสบช่องที่เหมาะสม ในการโจมตีจากการเล่นบอลยาว

 

ทำให้ “หงส์แดง” ปีนี้ มีความแข็งแกร่งในทุกพื้นที่ และมีมิติในการเข้าทำมากมาย

 

เรื่องที่ 2 แรงจูงใจ

 

จะเห็นได้ชัดว่า ‘แรงจูงใจ’ ความกระหายต่างๆของลิเวอร์พูล ในแต่ละเกมนั้นสูงมาก พวกเขาพร้อมที่จะทำเต็มที่ และพยายามเอาชนะให้ได้ในทุกสถานการณ์ จนมันส่งผลต่อผลลัพธ์ที่พวกเขาได้มา เมื่อการแข่งขันจบลง

 

นั่นก็เพราะเสียงวิจารณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นว่า “ต่อให้คุณเล่นดีแค่ไหน แต่หากไม่ชนะ ไม่ได้แชมป์ ทุกอย่างที่ทำลงไปก็เท่ากับ ศูนย์ นั่นจึงเป็นแรงถีบสำคัญของหงส์แดงชุดนี้ ที่พร้อมจะสู้ตายตลอดเวลา”

 

เรื่องที่ 3 การเสริมทัพที่ลงตัว

 

หากย้อนไปดู ‘การเสริมทัพของหงส์แดง’ ในช่วงก่อนหน้านี้ พวกเขาจะมีความผิดพลาดเสมอ มาตั้งแต่ยุคของ ‘เชราร์ อุลลิเยร์’ ที่ไปเอา 2 ดาวเตะจากเซเนกัล อย่าง เอล ฮัดจิ ดิยุฟ หรือ ชาลีฟ ดิเยา ต่อมาที่ ราฟาเอล เบนิเตซ ที่เสริมทัพผิดพลาดบ่อยครั้ง

 

ขณะที่ในยุคของ ‘เบรนแดน ร็อดเจอร์ส’ ก็มีการเสริมทัพนักเตะที่ไม่ได้ช่วยให้ทีมแข็งแกร่งขึ้นเท่าไหร่

 

แต่สำหรับ ‘เจอร์เก้น คล็อปป์’ หากสังเกตดีๆการเสริมทัพของเขานั้นมีเป้าหมายที่ชัดเจน อยากได้ตัวนี้คือต้องได้ ไม่มีการไปเลือกเป้าหมายเบอร์ 2 3 4 อยากได้ ฟาน ไดจ์ ก็ต้องได้ อยากได้ อลิสซอน ก็ต้องได้ ไม่ใช่ไปหาตัวเลือกรองลงมา แม้จะต้องจ่ายเงินก้อนโต พวกเขาก็พร้อม เพื่อทำให้จิ๊กซอว์ของลิเวอร์พูลเติมเติม

 

เรื่องที่ 4 โครงสร้างที่ชัดเจน

 

ลิเวอร์พูลในชุดนี้ ‘มีการเสริมทีมที่ชัดเจน’ ไม่ได้ซื้อนักเตะแบบซูเปอร์สตาร์ สักคนเข้ามาเพื่อหวังเปลี่ยนแปลงและแบกทีม แต่จะเป็นการซื้อนักเตะที่เหมาะกับระบบการเล่น ใน‘ปรัชญาของเจอร์เก้น คล็อปป์’

 

เปรียบเทียบภาพให้เห็นได้ชัด ยกตัวอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในช่วงก่อนหน้านี้ ที่ซื้อนักเตะแพงๆเช่นกัน อย่าง ปอล ป็อกบา, อเล็กซิส ซานเชซ แต่วันใดวันหนึ่ง เมื่อตัวแบกทีมเล่นไม่ออก วันนั้นทีมก็จบ

 

ผิดกับลิเวอร์พูล ที่หาก มาเน่ หรือ ซาลาห์ เล่นไม่ดี ก็ยังมีฟีร์มิโน หรือกองกลาง ก็ยังมีตัวสอดแทรก อย่าง แชมเบอร์เลน, เฮนเดอร์สัน ที่ทุกคนต่างรู้หน้าที่

 

ซึ่งการแพ้ต่อวัตฟอร์ด มันเป็นแค่วันร้ายๆ ที่มันจะเกิดขึ้นได้ 1 ใน 10 เท่านั้น ที่นักเตะทุกคนในสนามจะนัดกันฟอร์มแย่นั่นเอง

 

หลังจากนี้เป็นที่น่าสนใจว่า “จากที่มันดีอยู่แล้ว เจอร์เก้น คล็อปป์ จะต่อยอดทีมชุดนี้อย่างไร จะยกระดับทีมชุดนี้ให้ดีชึ้นไปอีกหรือไม่ เพราะฟุตบอล มีวัฏจักรของมัน เหมือนที่ บาร์เซโลนา ของเป็ป กวาร์ดิโอลา ก็มีวันตกยุค เช่นเดียวกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ของเขา”

 

วันนี้ “ลิเวอร์พูล” ขึ้นเป็นผู้นำแล้ว พวกเขาจะรักษาสิ่งเหล่านี้ต่อไปได้ไหม ‘การเป็นผู้นำ’ มันไม่มีเป้าหมายชัดเจน เท่ากับการเป็นผู้ตาม ที่ต้องแซงหน้าคนที่นำอยู่ให้ได้

 

หลังจากนี้ จะเป็นบทพิสูจน์ที่แท้จริงว่า “หงส์แดง” ของเจอร์เก้น คล็อปป์ จะเดินหน้าต่อ หรือวัฏจักร ร็อค แอนด์ โรล ที่คล็อปป์ สร้างขึ้นจะจบลง

 

การประสบความสำเร็จ เพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆไม่มีใครจดจำ แต่คนจำยกให้มันเป็นประวัติศาสตร์ ก็ต่อเมื่อ คุณสามารถสร้างมันให้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง เหมือนที่ ‘เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน’ เคยทำกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นเอง

 

 



 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ เว็บพนัน แทงบอล แทงหวยออนไลน์ เกมส์ออนไลน์ที่ดีที่สุด ฝาก-ถอนง่าย

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ เว็บพนัน แทงบอล แทงหวยออนไลน์ เกมส์ออนไลน์ที่ดีที่สุด ฝาก-ถอนง่าย เล่นได้ทุกที่ทุกเวลา สมัครเล่นคาสิโนได้ใน 1 นาที รองรับการเล่นผ่านมือถือ เว็บพนันออนไลน์อันดับ 1 ของประเทศ

 

 

สตีฟ บรูซ กับ เดอะ แมกซ์พายส์ ควรไปต่อ หรือ พอแค่นี้

สตีฟ บรูซ กับ เดอะ แมกซ์พายส์ ควรไปต่อ หรือ พอแค่นี้

 

 

นอกจากไวรัสโควิด ที่สั่นสะเทือนวงการฟุตบอลอังกฤษ อีกสิ่งที่ จะไม่พูดถึงเลยไม่ได้ ก็คือ การที่ สโมสรชั้นนำทางภาคอีสานของ อังกฤษ อย่าง นิวคาสเซิล กำลังจะได้เจ้าของคนใหม่

 

ถ้าเป็นแค่มหาเศรษฐีธรรมดา ทั่วไป อาจจะไม่มีใครสนใจ แต่กลุ่มทุนดังกล่าว คือ กลุ่มทุนจากประเทศซาอุดิอาระเบีย อย่าง PIF (Public Investment Fund of Saudi Arabia)

 

ซึ่งกลุ่มทุนดังกล่าว ถือเป็น กลุ่มทุนที่ร่ำรวยที่สุดในโลก โดยมีเงินสูงถึง 32,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีประธานเป็น โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน เจ้าชายแห่งซาอุดิอาระเบีย

 

นั่นเป็นคำถามที่ว่า หากกลุ่มทุนดังกล่าวเข้ามาเทคโอเวอร์ได้สำเร็จ นิวคาสเซิล จะพลิกจากหลังตีน เป็นหน้ามือเลยทีเดียว หลังจากที่พวกเขาต้องรับความเจ็บปวด จาก ไมค์ แอชลีย์ เจ้าของทีมคนปัจจุบันมานานเกือบ 13 ปี แล้ว

 

เห็นได้ชัดว่า จากทีมที่เกาะกลุ่มหัวตารางมาตลอด ในช่วงมิลเลนเนียม กลายเป็นทีมที่ต้องดิ้นรนหนีตกชั้นทุกปี บางปีก็โชคร้ายถึงขั้นตกไปเล่นแชมเปี้ยนชิพ

 

โดยปรัชญาหลัก ของ แอชลีย์ ในการเป็นเจ้าของทีมสาลิกาดง คือ Can’t Win Why try หรือ ถ้าเราไม่ชนะอยู่แล้ว เราจะทุ่มเงินทำไม สร้างความปวดใจให้เหล่าสาวก ทูน อาร์มี เป็นอย่างมาก

 

แต่ข่าวการเทคโอเวอร์ ทำให้เหล่าแฟนบอล เดอะ แมกซ์พาย มีความสุข แต่ก็ยังต้องลุ้น หลังมีข่าวลือ ว่าการซื้อทีมจากกลุ่มทุนดังกล่าวอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะโดนขัดขวางมากมาย

 

ทั้งจาก แอมเนสตี้ หรือ องค์การนิรโทษกรรมสากล ที่มองว่าการมาทำธุรกิจของพวกเขา อาจจะเป็นการฟอกเงิน นอกจากนี้ เจ้าชาย บิน ซัลมาน ยังถูกมองว่าเป็นพวกเผด็จการหลังมีข่าวลือ เขาคือเบื้องหลังการฆาตกรรม จามาล คาช็อคกี อดีตผู้สื่อข่าวที่วิจารณ์ตัวเขาและราชวงศ์ของเขา

 

นอกจาก แอมเนสตี้ แล้ว อีกหนึ่งองค์กรที่ออกมาขัดขวางก็คือ beIN Sport ผู้ถือสิทธิ์การถ่ายทอดสดของพรีเมียร์ลีก ณ ปัจจุบัน ซึ่งทางสถานี มีเจ้าของเป็นชาวกาตาร์ และกาตาร์ กับ ซาอุ ก็มีข้อพิพาทกันมากมาย ในย่านตะวันออกกลาง

 

แต่จะว่าอย่างไรก็แล้ว แต่ประเด็นต่อเนื่องสำคัญ ก็คือ ตัวของ สตีฟ บรูซ ที่ปัจจุบันเป็นนายใหญ่ที่ เซนต์ เจมส์ พาร์ค อนาคตของเขานั้นไม่แน่นอนเลย แม้ในสมัยเป็นนักเตะ จะประสบความสำเร็จมากมายกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็จริง

 

แต่กับโปรไฟล์ในการคุมทีม ถือว่าไม่ได้อยู่ในระดับสูงเท่าไหร่ เพราะการทำงานของเขาส่วนใหญ่ มักจะเป็นการคุมทีมในระดับกลาง ค่อนไปทางล่าง และไม่เคยพาทีมไหนคว้าแชมป์ได้เลย ตลอดการคุมทีมกว่า 20 ปี

 

มันจึงไม่แปลกว่า แม้การเทคโอเวอร์ จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ตำแหน่งแรกที่ดูท่าว่าจะโดนปลดก็คือ ผู้จัดการทีม หลังทีมมีข่าวกับ กุนซือมากมาย ไล่ตั้งแต่

 

เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ผู้ที่ยกระดับ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ส ก่อนจะโดนปลดไปเมื่อปลายปีก่อน

 

หรือ ราฟาเอล เบนิเตซ ที่คว้าแชมป์มาแล้วกับหลายที่ ทั้งยังเป็นที่รักของแฟนสาลิกาดง ก่อนจะแยกทางเนื่องจากทนความจำกัดจำเขี่ยของไมค์ แอชลีย์ ไม่ไหว ก่อนจะโยกไปทำงานที่จีน เมื่อปีก่อน

 

ต่อเนื่องถึง มัสซิมิเลียโน อัลเลกรี ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วกับ ยูเวนตุส และ เอซี มิลาน

 

และรายล่าสุด ก็คือ ฆอร์เก้ เฆซุส ตำนานโค้ชของเบนฟิก้า ที่ล่าสุดเพิ่งประสบความสำเร็จกับฟลาเมงโก้ ในบราซิล ด้วยการพาทีมคว้าแชมป์โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส คัพ หรือ แชมป์โซนอเมริกาใต้ และเกือบทำแสบกับ ลิเวอร์พูล ในฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก

 

หากเทียบกับ ทุกคนที่มีข่าว บรูซ ถือเป็นคนที่มีโปรไฟล์เป็นรองมากที่สุด

 

คำถามที่เกิดขึ้นคือ นิวคาสเซิล ควรจะให้โอกาส บรูซ คุมทีมต่อไปไหม หากพวกเขาต้องการแปลงโฉมทีมจาก ดิ้นรนหนีตกชั้น ก้าวขึ้นมาลุ้นไปเล่นแชมเปี้ยนส์ลีก หรือ ลุ้นแชมป์รายการสำคัญ

 

หากดูผลงานปีนี้ ของสาลิกาดง ภายใต้การคุมทีมของ สตีฟ บรูซ ก็ไม่ได้แย่มากนัก หากดูจากการลงทุนเมื่อช่วงซัมเมอร์ หลังคุมทีมอยู่ระดับเหนือโซนตกชั้นได้ตามเป้า มี 35 คะแนน จาก 29 นัด โดยมีแต้มเหนือโซนตกชั้น 8 คะแนน

 

ขณะที่บอลถ้วย คาราบาว คัพ ตกรอบไปแล้ว แต่เอฟเอ คัพ ทีมก็ยังอยู่ในเส้นทางรอบ 8 ทีมสุดท้าย และสัญญาฉบับปัจจุบันของ บรูซ กับ นิวคาสเซิล ยังมีถึงปี 2022

 

หากเปรียบเทียบ บรูซ กับ นิวคาสเซิล ภาพคงเป็นเหมือนคู่รัก ชายหนุ่มที่เงียบขรึม เป็นพนักงานเงินเดือนธรรมดาคนหนึ่ง ได้ตกลงปลงใจมาอยู่กับ นิวคาสเซิล ที่เป็นเหมือน หญิงสาวรายหนึ่ง ที่ต้องทนทรมานมาอย่างยาวนาน

 

ตลอดปีที่ผ่านมา บรูซ พยายามประคองหญิงสาวรายนี้ให้อยู่ในระดับสูงอยู่เสมอ แม้อาจจะไม่ได้ดูแลอย่างดี พาไปกินอาหาร แต่ก็พอมีรางวัลคอยเติมใจให้เรื่อยๆตลอดทั้งปี

 

แต่แล้ววันหนึ่ง นิวคาสเซิล ก็เหมือนถูกหวย ได้รับเงินก้อนโต มันก็คงแปลก หากเขาจะทิ้งชายหนุ่มอย่าง บรูช ไปเลยทันที เพื่อไปหาหนุ่มใหม่ ที่มีโปรไฟล์และชาติตระกูลดีกว่า

 

อย่างน้อยมันคงไม่โหดร้ายเกินไป หากหญิงสาวนิวคาสเซิล ที่กำลังตกข้าวสารจะลองให้โอกาส ชายหนุ่มร่างท้วมวัยเฉียด 60 ปี ได้พิสูจน์ตัวเองอีกปี ว่าคนอย่างเขาสามารถพาหญิงสาวผู้นี้ไปถึงฝันได้หรือไม่ หากได้ก็ควรจะเดินไปต่อ

 

แต่หากไม่ได้จริง ถึงเวลานั้น มันคงไม่ผิด ที่นิวคาสเซิล จะผละอก บรูซ แล้วไปหาหนุ่มใหม่ ที่พร้อมจะพาเธอไปถึงฝัน นั่นก็คือการคว้าแชมป์ใบแรกในรอบ 65 ปี

 

 



 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ แทงบอลออนไลน์ อันดับ 1 ในประเทศ

 

คาสิโนออนไลน์ พนันออนไลน์ พนันบอล พนันบอลออนไลน์ แทงบอลออนไลน์ ที่เล่นได้ตลอด 24 ชม. 7 วัน เล่นง่าย ฝาก-ถอน รวดเร็ว รองรับทุกอุปกรณ์ สมัครสมาชิก ได้แล้ววันนี้ พร้อมเล่นในทันทีที่ฝากเงิน

 

 

ความศักดิ์สิทธิ์ของไลเซนส์โค้ช ความขัดแย้งในประเทศไทย

ความศักดิ์สิทธิ์ของไลเซนส์โค้ช ความขัดแย้งในประเทศไทย

 

 

เป็นระยะเวลากว่า 4 ปี ที่ผ่านมา ที่หลายคนเริ่มเข้าใจหลักเกณฑ์ของไลเซนส์ โค้ชมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่า ในช่วงหลัง การอบรมโค้ชฟุตบอล ถือเป็นสิ่งที่นิยมมาก หลังมีการเปิดอบรมมาอย่างต่อเนื่อง

 

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ ยังมีสโมสรอีกมาก ที่ไม่ได้เคารพหลักเกณฑ์ไลเซนส์ อย่างที่เราจะเห็นได้ชัด คือหลายสโมสร มักจะตั้งโค้ชอุปโลก และใช้ชื่อของโค้ชที่มีไลเซนส์ ลงในระบบลงทะเบียน เพื่อให้ถูกต้องตามกฏ

 

มันเป็นคำถามที่ว่า แล้วไลเซนส์ คนที่อบรม มักจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร

 

เข้าใจว่า การมีไลเซนส์ มันไม่ได้เป็นตัวบอกว่าใครเก่งกว่าใคร เพราะหลายครั้ง ในประเทศไทย เราก็จะเห็นว่า โค้ชบางคน ไม่ได้มีไลเซนส์ระดับสูง แต่ก็ทำผลงานได้ดีกว่า คนที่มีไลเซนส์

 

ซึ่งมันก็เปรียบเหมือนกับการเรียน ที่บางครั้งเราก็อาจจะเห็น มหาเศรษฐีมากมาย จบแค่ ป.4 แต่ก็ประสบความสำเร็จในชีวิต มากกว่าคนที่จบในระดับปริญญา

 

แต่ศาสตร์การใช้ชีวิต กับ ศาสตร์ของฟุตบอล มันแตกต่างกัน และในเมื่อมีการกำหนดหลักเกณฑ์แล้ว มันก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่เราจะต้องทำตาม

 

เพราะมันก็เหมือนกับการทำตามกฏหมาย หากคุณขับรถ ต่อให้คุณขับรถได้เก่งได้เร็วเพียงใด แต่หากไม่มีใบขับขี่ มันก็ถือว่าเป็นการทำผิดกฏหมาย

 

เมื่อดูในประเทศไทย นั่นคือปัญหาสำคัญ และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วงการฟุตบอลไม่พัฒนาไปถึงไหน เพราะจริงอยู่ที่คุณทำได้ดี แต่บางครั้ง มันอาจจะไม่ถูกต้อง

 

แต่หากเราทำได้อย่างถูกต้อง และทำได้ดีด้วย ฟุตบอลมันก็อาจจะไปได้ไกลกว่านี้

 

ยกตัวอย่าง หลายประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก ยกตัวอย่าง ประเทศญีปุ่น ที่มีบุคลากร ที่จบระดับไลเซนส์ ขั้นสูงมากมาย จนทำให้ฟุตบอลญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จ และยึดหัวหาดเป็นเบอร์ต้นของทวีปเอเชีย มาตลอด

 

หรือ อย่างประเทศเบลเยียม ที่ตลอดช่วงที่ผ่านมา พวกเขาได้สร้างนักเตะระดับโลก มาประดับวงการฟุตบอลมากมาย พวกเขาก็ให้ความสำคัญกับไลเซนส์

 

ยกตัวอย่าง เคสเมื่อช่วงปลายปีก่อน ที่ สมาคมฟุตบอลเบลเยียม สั่งปรับ อันเดอร์เลชท์ ข้อหา ใช้แวงซองต์ กอมปานี คุมทีม โดยที่ยังไม่มีใบอนุญาตโปร ไลเซนส์ ตามกฏ ที่สมาคมฯ วางเอาไว้

 

แม้ทางอันเดอร์เลชท์ จะพยายามยืนยันว่า กอมปานี เป็นแค่ผู้ช่วยโค้ช ไม่ใช่โค้ชใหญ่ แต่ในการสั่งการข้างสนาม กอมปานี นั้นทำหมดราวกับเป็น เฮดโค้ช

 

นอกจากนี้ ชื่อของเฮดโค้ช ที่ทีมลงทะเบียนไว้อย่าง ไซมอน เดวีส์ ที่มีใบอนุญาตโปร ไลเซนส์ กลับไปทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการอคาเดมี และแทบไม่มีบทบาท หรือมาคุมทีมข้างสนาม ตามตำแหน่งที่ระบุไว้เลย

 

ทุกคนรู้ดีว่า กอมปานี คือสุดยอดนักเตะคนหนึ่งของเบลเยียม รับใช้ชาติมาหลายนัด ประสบความสำเร็จมากมายกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่กฏย่อมเป็นกฏ หากไม่เคารพกฏ ก็ต้องถูกลงโทษ

 

และนั่นอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟุตบอลเบลเยียม ประสบความสำเร็จตลอดช่วงหลัง ดูได้จากฟุตบอลโลก 2018 ที่พวกเขาคว้าอันดับ 3 มา

 

เพราะการไม่มีคำว่าหยวน และให้ความศักดิ์สิทธิ์แก่ตัวไลเซนส์ โค้ช ถือเป็นเรื่องสำคัญ

 

แต่เมื่อมองมาที่ประเทศไทย ที่ซุ้มม้านั่งสำรอง หลายครั้งยังมีคนที่เก่งทางด้านฟุตบอลแต่ไม่มีไลเซนส์ มานั่งทำหน้าที่มากมาย เพราะเกิดคำว่าหยวนๆ ไม่เป็นไรหรอก ตามระบบ ที่ลงทะเบียนไว้ไม่ผิดกฏ

 

คำถามต่อมาที่จะเกิดก็คือ ความศักดิ์สิทธิ์ของไลเซนส์ ก็ไม่มีเหลือ คนที่จะเรียน ก็จะถามว่า อย่างนี้เราจะตั้งใจเรียนเพื่อเอาไลเซนส์ไปทำไม

 

มันก็เหมือนกับบริษัท บริษัทหนึ่งไปเอาใครก็ไม่รู้มาทำงาน แม้เขาจะทำงานได้ดีก็จริง แต่คนที่เรียนจบตามวุฒิการศึกษา ก็จะเกิดคำถามว่า แบบนี้เราจะเรียนไปทำไม หลายคนก็จะบอกตัวเองว่า แค่ทำงานเก่งก็พอแล้ว ไม่ต้องเรียนให้จบหรอก เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา

 

สุดท้าย มันก็จะทำให้ระบบการทำงาน ไม่แข็งแกร่งในระยะยาว และสุดท้ายมันก็จะมีปัญหา

 

เพราะฉะนั้น ความศักดิ์สิทธิ์ของการเรียนรู้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะมองข้ามไม่ได้ หากเราไม่ใส่ใจ จนวันหนึ่งมันกลับมาเป็นเหมือนเดิม ไม่มีใครสนใจไลเซนส์ ไม่มีใครสนใจการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตัวเอง

 

สุดท้าย ประเทศเราก็จะย่ำอยู่กับที่ และไม่รู้ว่าอีกกี่ปี เราจะได้เห็น ธงไตร์รงค์ โบกสะบัดในสังเวียนฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย

 

 



 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ แทงบอลออนไลน์ อันดับ 1 ในประเทศ

 

คาสิโนออนไลน์ พนันออนไลน์ พนันบอล พนันบอลออนไลน์ แทงบอลออนไลน์ ที่เล่นได้ตลอด 24 ชม. 7 วัน เล่นง่าย ฝาก-ถอน รวดเร็ว รองรับทุกอุปกรณ์ สมัครสมาชิก ได้แล้ววันนี้ พร้อมเล่นในทันทีที่ฝากเงิน

 

 

หน้าที่ที่แท้จริง ของคำว่า ประธานเทคนิค

หน้าที่ที่แท้จริง ของคำว่า ประธานเทคนิค

 

 

หลายคนที่ติดตามฟุตบอลตลอด ช่วงที่ผ่านมา คงน่าจะได้ยินคำว่า ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค หรือ ประธานเทคนิค ของแต่ละชาติ รวมถึง แต่ละสโมสร

 

หลายคนต่างไม่เข้าใจหน้าที่ ของคนที่มาทำงานตรงนี้ รวมถึงบางคนที่นั่งตำแหน่งตรงนี้ ก็ไม่เข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของตัวเอง

 

ทุกคนคิดว่า ประธานเทคนิค เปรียบเป็นเหมือนโค้ชของโค้ชอีกคนหนึ่ง ที่คอยแทรกแซง คอยช่วยวางแผน คอยให้การสนับสนุน แต่แท้จริงแล้ว หน้าที่สำคัญคืออะไร

 

สำหรับ ประธานเทคนิค หรือ ผู้อำนวยการเทคนิค หน้าที่หลักของพวกเขา คือ การวางโครงสร้าง ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และ ระยะยาว โดยมีเป้าหมายหลักคือการประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน และมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

 

กล่าวคือ ไม่ได้มองแค่ทีมชุดใหญ่ ของสโมสร และทีมชาติอย่างเดียว แต่ต้องมองถึงโครงสร้างทุกระดับ

 

ซึ่งถ้าพูดถึงโครงสร้างระยะยาวแล้ว มันไม่ใช่แค่การมองภาพของทีมชุดใหญ่ แต่หมายถึงการพัฒนาบุคลากรทุกระดับ การพัฒนาแบบฝึกซ้อม รวมถึง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ นานา ในทางด้านกีฬาฟุตบอล

 

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแรกที่สำคัญที่สุดก็คือ เยาวชน ประธานเทคนิค ไม่จำเป็นต้องไปช่วยคุมซ้อมกับทีมชุดใหญ่ แต่ต้องมองว่าอะไรคือสิ่งที่พัฒนา และนำมาถ่ายทอดให้กับเยาวชน เพื่อให้เขาต่อยอดไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ในระบบ หรือ โครงสร้างที่ทีมวางไว้ในอนาคต จะ 5 หรือ 10 ปี ข้างหน้า

 

ยกตัวอย่าง ลิเวอร์พูล ของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมัน ไม่จำเป็นต้องลงไปดูเด็กจนกระทั่งอายุ 10 ขวบ 12 ขวบ หน้าที่หลักของเขาคือการดูทีมชุดใหญ่ คุมทีมให้ประสบความสำเร็จให้ได้ตามเป้าหมาย

 

ส่วนประธานเทคนิค คือต้องคิดว่า หากเราจะพัฒนานักเตะ ในตำแหน่งแบ็คขวา ให้ก้าวขึ้นมาเหมือนกับ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ในอนาคตต้องทำอย่างไร จะพัฒนาแนวรุกอย่างไร ให้เป็นเหมือนกับ 3 ประสาน อย่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์, โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน และ ซาดิโอ มาเน่ เป็นต้น

 

กล่าวคือการวิเคราะห์ องค์ประกอบ ของ ทั้ง 3 คน ว่ามีอะไรบ้าง แล้วจะเอามาพัฒนานักเตะได้อย่างไร มีความเร็วเอย, เป็นนักเตะแนวรุกที่เล่นเกมรับได้, รู้จักการใช้ เคาน์เตอร์ เพรสซิ่ง เป็นต้น

 

ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ ก็ต้องแยกย่อยออกมา ทั้งในรูปแบบของ Individual Tactic ก่อนจะมาเป็น Team Tactics เป็นต้น

 

นอกจากนักเตะแล้ว บุคลากรที่สำคัญคนอื่น ก็สำคัญ ยกตัวอย่าง โค้ชเยาวชน ต้องการโค้ชแบบไหน ต้องการอะไรจากตัวเขา ต้องเข้าใจโครงสร้างปรัชญาทีม พัฒนาให้เขามีความสามารถในการพัฒนาเด็กให้ดีขึ้นไปอีกได้อย่างไร การส่งเขาเข้าอบรมหลักสูตรต่างๆ ในรูปแบบของ ไลเซนส์ โค้ช รวมถึงการสัมมนาต่างๆ เป็นต้น

 

เพราะก่อนจะมีนักเตะที่ดี คนที่ต้องดีก่อน ก็คือตัวของโค้ชนั่นเอง เพราะฉะนั้น มันจึงสำคัญมาก

 

พอหลังจาก มีนักเตะที่ดี มีโค้ชที่ดี สิ่งต่อมาที่ประธานเทคนิค ต้องมองก็คือ สิ่งของรอบตัวต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแบบฝึกซ้อม ที่เราจะพัฒนาได้ดีกว่านี้หรือไม่ สิ่งไหนเหมาะสมกับเด็กแต่ละวัยมากที่สุด เพื่อให้เขาเติบโตมาและมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเอง

 

นอกจากแบบฝึกซ้อมแล้ว ก็ยังมีการใช้วิทยาศาสตร์การกีฬา รวมถึง สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่จำเป็น ที่จะต้องมองให้เห็นว่า เรายังขาดอะไร อะไรที่จำเป็นต้องพัฒนา เพื่อส่งเสริมศักยภาพนักกีฬา และบุคลากรทุกฝ่ายให้ดีกว่านี้

 

นั่นคือหน้าที่หลักของ ประธานฝ่ายเทคนิค และหน้าที่ที่ทุกคนจับจ้องก็คือ การสรรหาบุคลากร เพื่อมาอุดรูรั่ว อาทิ หากวันหนึ่งโค้ชชุดใหญ่ ประสบความล้มเหลว หรือ บางคนตัดสินใจลาออก

 

ประธานเทคนิค ก็ต้องใช้กระบวนการสรรหาเพื่อหาโค้ชที่สามารถมาสานต่อปรัชญา หรือ โครงสร้างของสโมสรที่มีอยู่ ให้ดำเนินต่อไปได้

 

ไม่ใช่ โครงสร้างแบบบาร์เซโลนา ที่เน้นการครองบอล แล้วไปเอา โค้ชแบบโชเซ่ มูรินโญ ที่เก่งเรื่องแท็คติกเกมรับ หรือ เน้นเรื่องชัยชนะอย่างเดียว โดยไม่ต้องเน้นการครองบอล มันก็จะไปคนละทิศ คนละทาง

 

มันไม่ใช่ว่า บาร์ซา ไม่ดีหรือ มูรินโญ ไม่ดี แต่การจะเอาดี มาเจอกับ ดี มันอาจจะออกมาไม่ดีก็ได้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมองหาคนที่มีความเหมาะสม ที่จะเข้ามาพัฒนาทีมให้ดีขึ้น

 

เพราะโค้ชแต่ละคนเองก็มีปรัชญาแตกต่างกันไป มีแคแรคเตอร์แตกต่างกันไป เรามีโครงสร้างที่เน้นการครองบอล เราจะไปเอากุนซือชาวอิตาเลียน ที่เน้นเกมรับมาก็ไม่ใช่ หรือเราเน้นเกมรับแบบอิตาลี ที่เน้นการโต้กลับ ไม่เน้นการครองบอล มันก็จะพังเข้าไปอีก

 

หน้าที่ของประธานเทคนิคก็คือ ช่วยกันสรรหาบุคลากร หรือผลักดันคนในที่อยู่กับทีมมา เพื่อมาทำหน้าที่ต่ออย่างเหมาะสม

 

หากเปรียบเป็นองค์กร บริษัท จำกัด ต่างๆ ประธานเทคนิค ก็เปรียบเหมือน ผู้วางโครงสร้าง วางปรัชญา และพันธกิจให้กับบริษัท แต่ไม่ใช่คนที่ลงมือทำ แต่จะคอยศึกษา ภาพรวมในมุมต่างๆ เพื่อทำให้ทีมเข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบมากที่สุด

 

โดยมีหัวหน้าผู้ฝึกสอน หรือ ผู้จัดการทีม ที่เป็นเหมือน เมเนเจอร์ ในฝ่ายคุมทีมชุดใหญ่ ที่ต้องพยายามพาทีมให้ประสบความสำเร็จ หรือ พุ่งชนกับชัยชนะ เป็นต้น

 

เพราะฉะนั้น หากเราเข้าใจหน้าที่เหล่านี้ดี การทำงานในองค์กร ก็จะปราศจากการแทรกแซง และเดินไปด้วยกันได้อย่างมั่นคง โดยมีเป้าหมายคือการพาองค์กร หรือ ตัวสโมสรให้ประสบความสำเร็จ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และ ระยะยาว นั่นเอง

 

 



 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ อันดับ 1 ในประเทศ

 

คาสิโนออนไลน์ พนันออนไลน์ พนันบอล พนันบอลออนไลน์ ที่เล่นได้ตลอด 24 ชม. 7 วัน เล่นง่าย ฝาก-ถอน รวดเร็ว รองรับทุกอุปกรณ์ สมัครสมาชิก ได้แล้ววันนี้ พร้อมเล่นในทันทีที่ฝากเงิน

 

 

รุด ปะทะ อองรี เบอร์หนึ่ง ดาวยิงแห่งเกาะอังกฤษ ยุคมิลเลนเนียม

รุด ปะทะ อองรี เบอร์หนึ่ง ดาวยิงแห่งเกาะอังกฤษ ยุคมิลเลนเนียม

 

 

หากกล่าวถึงพรีเมียร์ลีก ในยุคหลังปี 2000 ทุกสายตาต่างจับต้องไปที่การห้ำหั่นกันระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้การคุมทีมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และ อาร์เซนอล ที่นำทีมโดยอาร์แซน เวนเกอร์

 

ความดุเด็ดเผ็ดมัน ของการปะทะกันระหว่าง 2 สุดยอดโค้ชแห่งยุคในช่วงนั้น ได้ถ่ายทอดมาถึงลูกทีมของพวกเขา

 

ไม่ว่าจะกัปตันทีมของทั้งคู่ อย่าง รอย คีน กับ ปาทริค วิเอรา ที่เจอกันในสนามเมื่อไหร่ หวดกันไฟแล่บเสมอ

 

และอีกคู่ ที่จะลืมไม่ได้ก็คือ 2 สุดยอดดาวยิงของแต่ละทีม อย่าง รุด ฟาน นิสเตลรอย และ เธียร์รี อองรี

 

ทั้ง 2 คน ต่างขับเคี่ยวแย่งชิงตำแหน่งดาวซัลโว และ นักเตะยอดเยี่ยมกันอย่างสนุกสูสี

 

สัปดาห์ต่อสัปดาห์ รุดยิง อองรี ยิง ผลัดกันยิงกันไปกันมา จนทำให้ ปีศาจแดง กับ ปืนใหญ่ คือ 2 สุดยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษ ในเวลานั้น

 

คนหนึ่ง คือกองหน้าจาก ฮอลแลนด์ ที่ถูกยกให้เป็น หนึ่งในสุดยอดกองหน้า ที่เมื่อไหร่ที่เขาได้บอลในกรอบเขตโทษ แทบจะนับ 1 เป็นสกอร์ได้เลย การันตีสถิติได้เป็นอย่างดีกับ พีเอสวี ที่ซัดไปถึง 62 ประตู จากการลงสนามทั้งหมด 67 นัด เฉลี่ยแล้วนัดละเกือบประตู

 

ส่วนอีกคนหนึ่ง คือ นักเตะที่มีลีลาสวยงาม การปั่นโค้งๆ สุดสวย ลูกยิงสุดมหัศจรรย์มากมาย แอสซิสต์ที่ต้องจดจำ จนทำให้ปืนใหญ่ ณ เวลานั้น ร้อนแรง จนใครก็ยากจะหยุดได้

 

เป็นเวลากว่า 5 ปี ที่ทั้งคู่ต้องดวลกันอย่างต่อเนื่อง และกลายเป็นช่วงเวลาที่สนุกสุดๆ โดยเฉพาะทั้ง 2 คน

 

การแข่งขันกันของทั้ง 2 คน จุดเริ่มต้น คือปี 2001 รุดที่ตอนนั้น ยังเพิ่งอายุย่างเข้าวัยเบญจเพศ หอบดีกรีสุดยอดกองหน้าจาก เอเรดิวิซี่ และเพียงปีแรก ก็ซัดไปถึง 23 ประตู ในลีก รวมทุกรายการ 36 ประตู คว้ารางวัลนักเตะอดเยี่ยมแห่งปีไปครอง

 

แต่ก็ยังสู้ดาวยิงเฟรนช์แมนไม่ได้ หลัง อองรี ที่แม้จะยิงทุกรายการแค่ 32 ประตู สามารถพาปืนใหญ๋เข้าป้ายคว้าแชมป์ลีกไปครองได้สำเร็จ

 

และในฤดูกาลต่อมา รุด ก็ไม่หยุดเท่านั้น หลังยิงไปถึง 44 ประตูในทุกรายการ พร้อมสร้างสถิติยิงต่อเนื่อง 8 นัดติดต่อกัน (ก่อนที่เจมี วาร์ดี้ จะมาทำลายสถิติ) พาปีศาจแดง ทวงแชมป์ลีกจาก ปืนโตได้สำเร็จ

 

ส่วนอองรี ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของปีนั้นก็จริง แต่ก็ทำได้แค่แชมป์เอฟเอ คัพ เพียงรายการเดียวเท่านั้น

 

ก่อนที่ปีต่อมา อองรี จะก้าวขึ้นมาเหนือรุดอย่างเต็มตัว หลังพาปืนโตที่ขึ้นหม้อสุดขีด คว้าแชมป์ลีก พร้อมสถิติไร้พ่ายตลอดฤดูกาล พร้อมคว้าถ้วยทองไปนอนกอด จากการกดไป 39 ประตู

 

ส่วนรุดต้องชอกช้ำ แต่ก็ยังมีแชมป์เอฟเอ คัพ ติดไม้ติดมือออกมา

 

3 ปีเต็มที่ทั้งคู่พีคสุดๆ หากมองภาพกว้างๆ แน่นอน ว่า อองรี คือ กองหน้าที่ดีกว่ารุดแน่นอน ครบเครื่องกว่า มีอิทธิพลต่อทีมเหนือกว่า ทำให้ทีมแข็งแกร่งไปทั่วแผ่น

 

ซึ่งช่วงเวลาหลังจากนั้นได้เกิดขั้วอำนาจใหม่สีน้ำเงินขึ้นมา ซึ่งก็คือเชลซี ของ โชเซ มูรินโญ ทำให้การขับเคี่ยวกันของ ปืศาจแดง กับ ปืนใหญ่ จบลง

 

ก่อนที่ 2 สุดยอดดาวยิงจะเก็บข้าวของย้ายไปลาลีกา โดย ในรายของ ฟาน นิสเตลรอย ได้ลาทีมไป เรอัล มาดริด ในปี 2006 ส่วน อองรี ไปอยู่กับ บาร์เซโลนา ในปี 2007

 

ซึ่งการขับเคี่ยวของทั้งคู่ ในลาลีกา ไม่ค่อยได้รับการจับตามองเท่าไหร่

 

ย้อนกลับมาที่ อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

 

ปืนใหญ่ หลังจากที่หมด อองรี แล้ว กลายเป็นทีมที่ต้องตกลงมาลุ้นท็อปโฟร์ เพียงอย่างเดียว นับตั้งแต่วันที่ อองรี ย้ายออกไป พวกเขาทำได้เพียง แชมป์ เอฟเอ คัพ 3 สมัย เท่านั้น

 

ขณะที่ ปีศาจแดง หลังจากที่รุด ออกไป พวกเขาได้ ตัวแทนอย่าง เวย์น รูนีย์ และ คริสเตียโน โรนัลโด้ ก้าวขึ้นมาทำประตู พร้อมกวาดแชมป์มากมาย โดยแบ่งเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 5 สมัย, แชมป์ เอฟเอ คัพ 1, ลีก คัพ อีก 3 สมัย และ แชมป์ แชมเปี้ยนส์ลีก อีก 1 สมัย

 

สุดท้ายภาพที่เกิดขึ้น คือ แม้ อองรี จะดูเหนือรุดก็จริง แต่ อาร์เซนอล ในวันที่ไม่มีอองรี กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในวันที่ไม่มีรุด กลับแข็งแกร่งขึ้น และประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

 

กลายเป็นปีศาจแดง ที่ยุคหลังจากนั้น ได้รับการชูมืออย่างเต็มภาคภูมิ เรื่องนี้สอนให้เห็นสัจธรรมในโลกฟุตบอลได้อย่างชัดเจน จากศึก ระหว่าง อองรี กับ รุด

 

ว่าชัยชนะที่แท้จริง ไม่ได้วัดกันแค่ปีต่อปี หรือ แค่ 3 ปี แต่ต้องมองถึงระยะยาวและส่งต่อถึงอนาคต ในวันที่ปีศาจแดง หวังพึ่งประตูจากรุด ก็มีการเตรียมการอย่างต่อเนื่องสำหรับอนาคต อย่าง เช่น รูนีย์, โรนัลโด้ ที่จะก้าวขึ้นมาถล่มประตูแทน

 

ในขณะที่ปืนใหญ่ ไม่สามารถหาใครมาทดแทน ช่องว่างที่อองรี ทิ้งไว้ได้เลย ซ้ำร้ายรอยแผลนั้น ยังคงเป็นรอยแผลที่ชัดเจนมาจนถึงทุกวันนี้

 

การทำทีมฟุตบอลที่ดี ต้องวางแผนการระยะยาว ไม่ใช่มองแค่การแข่งขันระยะสั้น และสิ่งสำคัญของฟุตบอล ต้องมองที่โครงสร้าง ไม่ได้มองแค่คนเพียงคนเดียว คนนั้นมีวันตาย แต่โครงสร้างจะอยู่กับทีมไปตลอด

 

วันที่ อองรี ได้ชูมือเหนือ รุด พอเวลาผ่านไป กลายเป็นปืนใหญ่ ที่ยังคงเจ็บปวด ในขณะที่ปีศาจแดง กลับแข็งแกร่งขึ้นไป

 

การชนะในวันนั้นไม่ได้แปลว่าจะชนะต่อในวันนี้ การจะชนะให้ได้ตลอด คือต้องมีการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่คาดไม่ถึง หากคุณมองแต่ปัจจุบัน สุดท้ายกลายเป็นว่าคุณกำลังย่ำอยู่ที่เดิม เพราะในวันที่คุณไม่เดินต่อ พอใจกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในวันนั้นยังมีคนที่ทำงานหนัก มองอนาคต และพร้อมที่จะก้าวแซงคุณขึ้นมา

 

 



 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ อันดับ 1 ในประเทศ

 

คาสิโนออนไลน์ พนันออนไลน์ พนันบอล พนันบอลออนไลน์ ที่เล่นได้ตลอด 24 ชม. 7 วัน เล่นง่าย ฝาก-ถอน รวดเร็ว รองรับทุกอุปกรณ์ สมัครสมาชิก ได้แล้ววันนี้ พร้อมเล่นในทันทีที่ฝากเงิน

 

 

“บอลไทย” ตอนเด็ก ‘ชนะ’ ญี่ปุ่น แต่ทำไมโตมาถึง ‘แพ้’

บอลไทยตอนเด็กชนะญี่ปุ่น แต่ทำไมโตมาถึงแพ้

 

 

หากเราติดตามข่าวสารฟุตบอลเยาวชนต่างๆนานา เราจะได้เห็นข่าวมากมายเกี่ยวกับ “ความสุดยอดของเด็กไทย” ไม่ว่าจะเป็น การเอาชนะทีมชั้นนำมากมาย ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น รวมถึงยุโรป

 

แต่คำถามต่อมาคือ “เกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง” เพราะในวัยที่พวกเขาก้าวมาเป็นผู้ใหญ่ ถึงไม่สามารถเอาชนะได้เลย มันเลยเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า “เพราะอะไร”

 

และหากดูสถิติ “เฮด ทู เฮด” ระหว่างทีมชาติไทยชุดใหญ่ กับทีมชาติญี่ปุ่นชุดใหญ่ การพบกัน 6 ครั้งหลังสุด เป็น ‘ญี่ปุ่น’ ที่ชนะได้ตลอด และเกมที่ ‘ทีมชาติไทย’ ชนะ ญี่ปุ่นได้ครั้งล่าสุด ก็คือ ‘เกมอุ่นเครื่องเมื่อปี 1997’ เท่านั้น

 

ซึ่งหากดูบอลเด็ก หลายครั้งเราจะเห็นที่ทีมชาติไทย เอาชนะ ญี่ปุ่น ได้ ยกตัวอย่างรุ่น 12 ปี หรือ รุ่น 14 ปี

 

สาเหตุสำคัญที่ ‘ทีมชาติไทย’ เอาชนะ ‘ญี่ปุ่น’ในช่วงวัยเด็กได้ ปัจจัยสำคัญมันมีมากมาย

 

เรื่องที่ 1 “การเดินสายแข่ง” ที่ทำให้พัฒนาเร็ว แต่ถึงทางตันเร็วเช่นกัน

 

ในประเทศไทย จะมีการแข่งขันฟุตบอลเยอะมาก โดยเฉพาะในวัยเด็ก ที่เรียกว่าเดินสายแข่ง ซึ่งมันจะทำให้เด็กมีประสบการณ์เยอะมาก รู้ว่าต้องเอาชนะอย่างไร

 

แต่ในระยะยาว ก็จะมีปัญหาเพราะเมื่อเขาเดินสายแข่งเยอะ หลายคนก็จะไม่มีการพัฒนาในส่วนของพื้นฐาน ที่จะต้องมาจากการซ้อม

 

ส่วนหนึ่งเราต้องจำลองว่า “ในการซ้อมเราจะได้ฝึกทักษะกับฟุตบอลเยอะ แต่การแข่งขัน ใน 1 เกม เด็กจะมีโอกาสได้สัมผัสบอลน้อยมาก ทำให้ไม่เกิดการพัฒนา”

 

แตกต่างจากเด็กของญี่ปุ่น ที่จะมีการแข่งขันน้อยมาก โดย “เน้นที่การฝึกซ้อม เพื่อให้เด็กมีเบสิค ที่แน่น มีพื้นฐานที่แม่นยำ ทำให้การต่อยอดไปยังแท็คติกระดับสูง” เมื่อโตไปทำได้ง่าย แตกต่างจากเด็กไทย ที่เบสิค ไม่แน่น พอจะไปต่อยอดในแท็คติกระดับสูงก็จะมีปัญหา

 

มันก็เหมือน ‘ญี่ปุ่น’ เล่นเพรสซิ่งได้มีคุณภาพ เพราะเบสิค การเล่นเกมรับเขาสูง ในขณะที่ ‘ทีมชาติไทย’ อย่างเล่น เพรสซิ่ง แต่กลับโดนฝ่ายตรงข้ามแกะออกอย่างง่ายดาย ตอนโต มันก็เป็นเพราะเบสิค เกมรับไม่ดีนั่นเอง

 

เรื่องที่ 2 “ความมักง่ายในการเอาชนะ”

 

ถ้าคุณอยาก “เอาชนะ” ในฟุตบอลเด็ก คุณก็แค่ทำให้เด็กมีร่างกายแข็งแรงกว่า อึดกว่า วิ่งเร็วกว่า เท่านั้น ก็เพียงพอแล้ว ที่คุณจะชนะได้

 

แต่นั่นจะกลายเป็น ‘ปัญหาระยะยาว’ เพราะมันจะทำให้เด็กมีปัญหาเรื่องส่วนสูง อาการบาดเจ็บสะสม และมีดีแค่ร่างกาย แต่ไม่ได้เรียนรู้ เรื่องการพัฒนาสมองในการเล่นฟุตบอลเลย

 

เมื่อโตมาเขาก็จะ ‘ไม่มีความเข้าใจ’ ในการเล่นฟุตบอลที่แท้จริง และนั่นก็เป็นสาเหตุที่ว่าพอโตมา เด็กไทยจึงสู้เด็กประเทศอื่นไม่ได้

 

เรื่องที่ 3 “ชัยชนะตั้งแต่เด็ก มีผลต่อสภาพจิตใจ”

 

“การชนะ โดยที่ไม่ได้รู้วิธีการ” ทำให้เกิดความมั่นใจว่าตัวเองเก่ง จนหลงลืมเรื่องการพัฒนา ยิ่งโดนสื่อบางสำนัก ให้คำชื่นชม

 

คำพูด คำวิจารณ์เหล่านั้น ‘ทำให้เด็กหลงระเริง’ มั่นใจว่าตัวเองเก่ง สุดท้ายก็ ‘ลืมเป้าหมายทั้งหมด’ และพอใจกับเป้าหมายที่คว้ามาครอง ทั้งที่เป็นแค่บันไดขั้นแรกแต่เขาก็พอใจแล้ว

 

จนสุดท้าย เมื่อโตขึ้นมาเขาก็โดนคนที่เขาเคยชนะได้แซงไปโดยไม่รู้ตัว พอมาแข่งขันกันอีกครั้งก็สู้กันไม่ได้นั่นเอง

 

จะเห็นได้ชัดว่า ‘ทุกคนรอบข้างมีส่วนสำคัญมาก’ ทั้งผู้ปกครอง, สื่อ รวมถึงแฟนบอล ชนะมันก็ดี แต่อย่าชื่นชมจนเหลิงเกินไป โดยเฉพาะเด็กที่สภาพจิตใจไม่แน่นอน

 

จาก 3 ข้อที่ผ่านมา เห็นได้ชัดเลยว่า ‘ชัยชนะในฟุตบอลสมัยเด็ก มันไม่มีค่าเลย’ เพราะสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก ก็คือ “การพัฒนา ไม่ใช่ชัยชนะ”

 

สุดท้ายแล้ว “เป้าหมายสำคัญที่สุดของฟุตบอลเด็ก ไม่ใช่การคว้าแชมป์ แต่คือการเห็นเขาเติบโตขึ้นมา ด้วยความสามารถที่ถูกอบรมมาอย่างถูกต้อง ทัศนคติที่ถูกปลูกฝังมาเป็นอย่างดี”

 

การเอาชนะในวัยเด็ก มันอาจจะเป็นเรื่องดี แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะวันนี้เราต้องตั้งคำถามว่า “เป้าหมายสำคัญที่สุดคืออะไร”

 

‘ชนะ’ แล้วก็ต้องชนะให้ได้อีก แต่ถ้าหาก ‘แพ้’ เราก็ต้องกลับมาพัฒนาตัวเอง เพื่อกลับไปเอาชนะเขาให้ได้

 

คำตอบของคนไทยทุกคน ‘ไม่ใช่การเอาชนะ’ ญี่ปุ่น หรือ เอาชนะเวียดนาม แต่คือ “การได้เห็นเด็กกลุ่มหนึ่งพัฒนาและสามารถพาทีมชาติไทยชุดใหญ่ไปฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายให้ได้ในอนาคต”

 



 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ อันดับ 1 ในประเทศ

 

คาสิโนออนไลน์ พนันออนไลน์ พนันบอล พนันบอลออนไลน์ ที่เล่นได้ตลอด 24 ชม. 7 วัน เล่นง่าย ฝาก-ถอน รวดเร็ว รองรับทุกอุปกรณ์ สมัครสมาชิก ได้แล้ววันนี้ พร้อมเล่นในทันทีที่ฝากเงิน

 

 

‘ความล้มเหลว’ ของ “แกรี เนวิลล์” กับการคุมทีม

ความล้มเหลวของแกรี เนวิลล์กับการคุมทีม

 

 

หากพูดถึงชื่อของ “แกรี เนวิลล์ “หลายคนคงจำภาพ การยืนเป็นแบ็คขวาอย่างแข็งแกร่งให้กับ ‘แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด’ มาตลอดชีวิตในการค้าแข้งที่ประสบความสำเร็จมาก

 

เป็นเวลาเกือบ 19 ปี ที่โลดแล่นใน ‘โรงละครแห่งความฝัน’ พร้อมถ้วยแชมป์ พรีเมียร์ลีก 7 สมัย, เอฟเอ คัพ 3 สมัย และแชมเปี้ยนส์ลีก อีก 2 สมัย 

 

ทำให้ไม่แปลกที่ “เนวิลล์” ผู้พี่คนนี้จะได้รับการยกย่องอย่างสูงว่า “เป็นหนึ่งในแบ็คขวาที่ดีที่สุดในของโลกในช่วงที่ผ่านมา”

 

แต่ “บทบาทในการคุมทีม กลับไม่มีใครจะจดจำเลย” เพราะหลังจากแขวนสตั๊ดได้เพียงปีเดียว งานแรกเริ่มของเขาก็คือ “การเป็นผู้ช่วยผู้ฝึกสอนของทีมชาติอังกฤษ” ในช่วงที่ ‘รอย ฮอดจ์สัน’ คุมทีม

 

จุดเริ่มต้นแรกของการตัดสินใจคุมทีม ก็คือ ในช่วงระหว่างที่เจ้าตัวรับบทผู้ช่วยโค้ชทีมชาติอังกฤษ งานของเขาก็จะไม่เยอะเท่ากับคนที่ทำงานให้กับสโมสร ทำให้ภารกิจหลักนอกจากช่วยเหลือ รอย ฮอดจ์สัน แล้ว ก็คือ “การผันตัวไปเป็น กูรู ทางช่องกีฬาชื่อดัง” อย่าง สกาย สปอร์ตส์

 

และเจ้าตัวก็มักจะโจมตีโค้ชชาวอังกฤษ ที่ไม่ค่อยกล้าออกไปรับงานที่ประเทศอื่น และสังเกตได้ชัดเจนเลยว่า เรื่องนั้นเป็นเรื่องจริง เพราะตามสถิติแล้ว มีโค้ชอังกฤษน้อยมาก ที่ออกไปทำงานนอกประเทศ หากเทียบกับ ชาติอื่นๆ อาทิ สเปน, เยอรมัน, อิตาลี รวมถึง ฝรั่งเศส 

 

ทำให้ “เนวิลล์” ที่ได้รับข้อเสนอจาก ‘ปีเตอร์ ลิม’ เศรษฐีชาวสิงคโปร์ ที่สนิทกันจากการช่วยเหลือกันที่ซัลฟอร์ด ไม่สามารถปฏิเสธ ข้อเสนอจากเพื่อนรักต่างสัญชาติรายนี้ได้ ทำให้เจ้าตัวจึงตัดสินใจรับงานที่ ‘เมสตายา สเตเดียม’ และไปช่วยเหลือน้องชาย อย่าง ฟิล ที่ต้องรักษาการคุมทีมอยู่ ณ เวลานั้น

 

 “เนวิลล์” ในบทบาทของ ‘เฮดโค้ช’ ก็เริ่มต้นขึ้นกับ ทีมยักษ์ใหญ่ในสเปน อย่าง ‘ไอ้ค้างคาว’ บาเลนเซีย แต่ช่วงเวลาเหล่านั้นกลับเป็นเหมือนฝันร้าย ในระยะเวลาไม่ถึง 4 เดือน 

 

ต่อให้คุณฉลาดในโลกฟุตบอลเพียงใด รู้จักแท็คติกในสนามลึกซึ้งเพียงไหน แต่ ‘การเป็นโค้ช’ กับ ‘การวิจารณ์ทางโทรทัศน์’นั้น “แตกต่างกันมาก” เพราะบางอย่าง มันก็ไม่สามารถหาเหตุผลมารองรับได้

 

ตลอดการทำงานที่เมสตายา “เนวิลล์” พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อ ‘พิสูจน์ตัวเอง’ แต่ด้วยความ ‘ไร้ซึ่งประสบการณ์’ ทำให้เขาไม่สามารถทำอะไรได้ดั่งใจหวัง

 

พอไปขอคำแนะนำจาก ‘เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน’ อดีตเจ้านาย ก็ได้รับคำแนะนำว่า “ให้กำจัดนักเตะที่ไม่เชื่อฟังเขาทิ้งซะ” แต่เขาก็ไม่กล้าและพยายามซื้อใจนักเตะ แต่กลายเป็นว่า “มันกลายเป็นการทำร้ายตัวเองทางอ้อม”

 

ยิ่ง ‘เรื่องภาษา’ เนวิลล์ ที่อยู่ในอังกฤษมาตลอดก็ยิ่งไปไม่เป็น เพราะนักเตะของบาเลนเซีย ส่วนใหญ่ในเวลานั้น ต่างก็เป็นนักเตะสัญชาติสเปน ทำให้ทุกอย่างดูขวางหูขวางตาไปหมด

 

สุดท้าย ด้วยความ ‘ไร้ประสบการณ์’ ก็ทำให้เขาอยู่ได้ไม่นาน พร้อมทิ้งสถิติมากมายที่ไม่น่าจดจำด้วยการ “พาทีมอยู่อันดับ 14 มีแต้มเหนือโซนตกชั้น แค่ 6 คะแนน และชนะแค่ 3 เกมจาก 16 นัดในลีก และไม่สามารถพาทีมเก็บคลีนชีต ในลาลีกา ได้เลยแม้แต่แมตช์เดียว”

 

ยังดีที่ ‘ปาโก้ อาเยสเตราน’ ที่มาคุมต่อ ทำให้ ‘ไอ้ค้างคาว’ อยู่ในลีกสูงได้ต่อไปอีกปี แม้จะมีผลงานย่ำแย่ไม่ต่างกัน

 

บทสรุป “การทำงานนอกประเทศครั้งแรกของ ‘เนวิลล์’ ล้มเหลวสิ้นดี” และจากงานดังกล่าว ทำให้เจ้าตัวเลือกที่จะไม่จับงานโค้ชอีกเลย 

 

บทสรุปของความล้มเหลวครั้งนี้ มีหลายหัวข้อ สำหรับเนวิลล์ 

 

เรื่องแรก คือ “เรื่องประสบการณ์ความเป็นผู้นำ” ที่เขาใจร้อนเกินไป เชื่อว่าตัวเองทำได้ ทุกอย่างมันควรมีลำดับขั้น การเริ่มต้นกับทีมใหญ่อย่างบาเลนเซีย โดยที่ไม่มีประสบการณ์มาก่อน มันทำร้ายตัวเขามากเกินไป และอังกฤษ กับ สเปน ความแตกต่างมันก็มีเยอะมาก ทั้งเรื่องของภาษา รวมถึงวัฒนธรรม 

 

เรื่องที่สอง “ความไม่เด็ดขาด” ของเนวิลล์ คือ ตัวที่ย้อนมาทำร้ายเขา หากเปรียบกับเฟอร์กี้ ที่กล้าตัดลูกทีมที่ไม่อยู่ในโอวาท ต่อให้เก่งแค่ไหนก็ไม่สน แต่เนวิลล์ใจดีกับนักเตะเกินไป สุดท้ายมันเลยกลายเป็นว่าไม่มีใครกลัวเขา

 

เรื่องที่สาม คือ “ความไม่แน่นอนของเขา” ที่ตลอดช่วงเวลาที่เข้าไปคุมทีมเกือบ 4 เดือน ไม่มีอะไรแน่นอนเลย เปลี่ยนแท็คติกไปมา จนสร้างความสับสนกับผู้เล่น และมีบางนัดที่เจ้าตัวสารภาพว่า ปล่อยให้คนอื่นช่วยกันคิดเลยว่าจะจัดทีมแบบไหน เพราะเขากลัวและไม่กล้า และเป็นที่มาของการเสียตำแหน่งในภายหลัง

 

เรื่องที่สี่ คือ “เรื่องของเวลาของการเป็นโค้ช” ยิ่งไม่มีประสบการณ์ เวลาถือเป็นสิ่งสำคัญมาก นั่นทำให้หลายคนมักจะเห็นว่าโค้ชหลายคนที่มีประสบการณ์แล้ว มักจะไม่เลือกการเข้าไปคุมทีมในช่วงกลางฤดูกาล เพราะมันต้องแข่ง แข่ง แข่ง แล้วก็แข่ง ความเข้าใจในตัวนักเตะก็ไม่มีเวลาศึกษา การจะใส่แท็คติกให้นักเตะก็ไม่มีเวลามันจึงสำคัญมากว่า หลายคนเลือกที่จะรอรับงานในช่วงปรีซีซั่น หรือช่วงก่อนที่ฤดูกาลจะเริ่มทำการแข่งขันมากกว่า

 

แต่แม้ใน ‘ความล้มเหลว’ ก็ยังมี ‘ข้อดี’ อย่างน้อย “เนวิลล์” ก็ได้ลอง ได้กล้าลงมือทำ แม้สุดท้ายมันจะเจ็บปวด แต่มันจะเป็นแผลที่สอนให้เขารู้จักโลกกว้างมากขึ้น

 

ดั่งเพลงของ ‘บอดี้สแลม’ ท่อนหนึ่งที่ว่า “ที่สุดถ้ามันจะไม่คุ้ม แต่มันก็ดีที่อย่างน้อยได้จดจำ ว่าครั้งหนึ่งเคยก้าวไป”

 

และเชื่อว่า ประสบการณ์ครั้งนั้นของเนวิลล์ น่าจะเป็นตัวสอนเขา และอีกหลายคน “การตัดสินใจลงมือทำ เพราะทุกอย่างมีความเสี่ยง” ยิ่งกีฬาฟุตบอล ไม่มีทีมไหนการันตีได้ว่าจะชนะไปตลอด หรือสำเร็จไปตลอด ทุกทีม และ “ทุกคนสามารถล้มเหลวได้ หากตัดสินใจพลาด ไปเพียงนิดเดียว”

 

 



 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ เว็บพนัน แทงบอล แทงหวยออนไลน์ เกมส์ออนไลน์ที่ดีที่สุด ฝาก-ถอนง่าย

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ เว็บพนัน แทงบอล แทงหวยออนไลน์ เกมส์ออนไลน์ที่ดีที่สุด ฝาก-ถอนง่าย เล่นได้ทุกที่ทุกเวลา สมัครเล่นคาสิโนได้ใน 1 นาที รองรับการเล่นผ่านมือถือ เว็บพนันออนไลน์อันดับ 1 ของประเทศ

 

 

ขี้เหนียวเป็นเหตุ อาร์เซนอล กับ ซัวเรซ และเงิน 40 ล้าน กับอีก 1 ปอนด์

ขี้เหนียวเป็นเหตุ อาร์เซนอล กับ ซัวเรซ และเงิน 40 ล้าน กับอีก 1 ปอนด์

 

 

ช่วงตลาดซื้อขายนักเตะฟุตบอลยุโรป ในปี 2013 ไม่มีข่าวการซื้อขายไหน ร้อนแรงไปกว่า การออกมาประกาศว่าต้องการย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล ของ หลุยส์ ซัวเรซ

 

ในฤดูกาล 2012/13 ดาวยิงชาวอุรุกวัย ระเบิดฟอร์มร้อนแรง หลังซัดไปถึง 30 ประตู จากการลงสนามทั้งหมด 44 นัด ในทุกรายการ

 

พ่วงด้วยรางวัลส่วนตัวมากมาย อาทิ การติดทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ, นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของลิเวอร์พูล, คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำเดือนของพรีเมียร์ลีก ได้ถึง 2 ครั้ง (ธันวาคม และ มีนาคม), นักเตะยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ ขาดเพียงอย่างเดียวที่เขาไม่ได้ คือ ถ้วยรางวัลกับ ลิเวอร์พูล

 

และทำไมนักเตะยอดเยี่ยมขนาดนั้น ถึงกลายเป็นคนที่ต้องการย้ายทีมล่ะ คำตอบก็คือ ต้องย้อนไปในศึกพรีเมียร์ลีก วันที่ 21 เมษายน 2013 นัดที่ลิเวอร์พูล พบกับ เชลซี

 

นัดนั้น คือต้นตอแห่งความต้องการย้ายออกจากแอนฟิลด์ ของ หัวหอกชาวอุรุกวัย หลังเจ้าตัวไปเผลอโชว์สันดานดิบ ด้วยการกัด บรานิสลาฟ อิวาโนวิช จนสุดท้ายต้องโดนแบนยาวข้ามฤดูกาล และโดนประณามจากทั่วทุกสารทิศ รวมถึง นายกรัฐมนตรีของ สหราชอาณาจักร ณ เวลานั้น อย่าง เดวิด คาเมรอน ยังลงมาเล่นในประเด็นนี้ด้วย

 

นอกจากนี้ สื่อมวลชนหลายสำนัก ก็พร้อมจะรุมจวก รุมวิจารณ์ ว่าซัวเรซ คือคนที่แย่มากๆ เพราะการกัดครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 2 แล้ว หลังเคยกัดคู่แข่งมาแล้วสมัยอยู่อาแจ็กซ์ ซึ่งสิ่งสำคัญที่ซัวเรซ รู้สึกอยากย้ายออกคือ เหมือนสโมสรอย่าง ลิเวอร์พูล ไม่ปกป้องเขาเลย จนทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ แม้เขาจะทำผิดก็จริง

 

จากสาเหตุดังกล่าว หลายสโมสรเองก็ไม่กล้าทาบทามตัว หลุยส์ ซัวเรซ แต่แล้วก็มีอาร์เซนอล ที่ยืนยันว่า พวกเขาสนใจในตัวหลุยส์ ซัวเรซ

 

โดยในเงื่อนไข ของลิเวอร์พูล ระบุว่า หากสโมสรไหน ยื่นเงินจำนวนมากกว่า 40 ล้านปอนด์ มาก่อน ก็พร้อมที่จะพิจารณา และเจรจาเรื่องการปล่อยตัว ดาวยิงชาวอุรุกวัย ทันที เพราะพวกเขาเองก็มองว่า แม้นักเตะจะเก่ง ทำผลงานได้ดี แต่มันก็ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของทีมพอสมควร จากพฤติกรรมการกัด

 

ซึ่งตามปกติแล้ว เมื่อเจอเงื่อนไขแบบนี้ มันไม่ใช่ว่า หากคุณกำเงิน 40 ล้านปอนด์ มายื่นให้ลิเวอร์พูล ลิเวอร์พูล ก็จะปล่อยตัวทันที แต่แค่อนุญาตให้เจรจาเท่านั้น

 

แต่อาร์เซนอล ไม่รู้ว่าคิดน้อย หรือ ไม่ได้คิดอะไร ก็เลย ยื่นเงินจำนวน 40 ล้าน กับอีก 1 ปอนด์ เพื่อหวังจะคว้าตัว หลุยส์ ซัวเรซ ไปร่วมทีม

 

การทำแบบนี้ มันไม่มีทางหรอกที่ ลิเวอร์พูล จะยอมปล่อยตัว ซัวเรซให้ มันเหมือนการตบหน้าอย่างรุนแรง และดูถูกเงื่อนไขที่ตั้งไว้เป็นอย่างมาก มันจะดีกว่าไหม หากอาร์เซนอล กล้าที่จะยื่นในราคาสัก 45-50 ล้านปอนด์

 

ถ้าเป็นแบบนั้น เปอร์เซ็นต์ ที่จะได้ตัว ซัวเรซ ไปร่วมทีมมันก็อาจจะมีสูงมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ยื่นมา เหมือนกวนตีนกัน ด้วยเงินจำนวน 40 ล้าน กับ อีก 1 ปอนด์

 

นอกจากจะไม่ได้แล้ว มันยังเป็นเหมือนการทำลายความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ทีม เพราะการกระทำแบบนั้น มันเท่ากับเป็นการไม่ให้เกียรติ และดูถูกกันอย่างมาก และสุดท้าย ดีลนี้ ก็ถูกพับลงไป และปิดประตูสนิท ชนิดที่ว่า อาร์เซนอล ไม่มีโอกาสแก้ตัว ในการยื่นข้อเสนอครั้งใหม่เลย

 

สุดท้าย ซัวเรซ ก็ไม่ได้ย้ายไปไหน ในปีนั้น และปีต่อมา หลังพ้นโทษแบนกลายเป็นว่า เขาโหดกว่าเดิมขึ้นไปอีก ทั้งที่โดนแบนยาว จนไม่ได้ช่วยทีมตอนแรก แต่ก็ยังกลับมาและยิงไป 31 ประตู จากการลงสนาม 37 นัดในทุกรายการ พร้อมกวาดรางวัลส่วนตัวทั้งการติดทีมยอดเยี่ยมของพีเอฟเอ, นักเตะยอดเยี่ยมของสโมสร, นักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก และ พีเอฟเอ

 

และหลังจบปีนั้น เจ้าตัวไปตะลุยบอลโลก พร้อมกัดรอบที่ 3 ใส่ แต่สุดท้าย บาร์เซโลนา ก็คว้าตัวเขาไปร่วมทีม ด้วยค่าตัว 65 ล้านปอนด์ และแม้ช่วงแรกเจ้าตัวจะต้องชดใช้โทษแบน และพอวันที่ 25 ตุลาคม กลับ บาร์เซโลนา เจ้าตัวก็ลงสนามได้ และหลังจากนั้น ทุกอย่างก็เป็นประวัติศาสตร์ ที่เจ้าตัวพา บาร์ซา กวาดแชมป์ ลาลีกาอีก 4 สมัย, โกปา เดล เรย์ อีก 4 สมัย, สแปนิช ซูเปอร์ คัพ อีก 2 สมัย, ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในปีแรกที่ย้ายไป ตามด้วย ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ และ ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ พร้อมด้วยรางวัลส่วนตัวอีกมากมาย

 

เมื่อมองถึงความสำเร็จหลังจากนั้นของซัวเรซ ทีมที่โดนตบหน้า และประณามถึงทุกวันนี้ กลายเป็น อาร์เซนอล ที่คงเหมือนที่ จอห์น เฮนรี เจ้าของทีมลิเวอร์พูลบอกว่า การทุ่ม 40 ล้าน กับ อีก 1 ปอนด์ เหมือนกับว่าทีมกำลังเมาควันอะไรอยู่

 

การทำแบบนั้น เหมือนเป็นการกระทำที่ผิดพลาดของ อาร์เซนอล เป็นอย่างมาก และเป็นบทเรียนที่ดี แต่มันก็ยิ่งใหญ่เกินกว่าใครจะลืมได้

 

เพราะเราไม่รู้เลยว่า หากวันนั้น อาร์เซนอล ได้ตัวซัวเรซ ไป ปืนใหญ่ ที่กำลังอยู่ในสถานะเป็นท็อปโฟร์ทุกปีจะดีขึ้นขนาดไหน อาจจะได้แชมป์สักรายการ ก่อนจะขายให้ทีมใหญ่ ในราคาแบบได้กำไรก็เป็นได้

 

นอกจากความขี้เหนียวที่อาร์เซนอล ต้องโทษตัวเองแล้ว ก็ต้องโทษความไม่ให้เกียรติของพวกเขา ที่ทำแบบนั้น และสุดท้าย มันก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ ที่อาร์เซนอล และ แฟนบอลไม่อยากจะจดจำ แต่มันก็ถูกจารึกไว้ว่า

 

“40 ล้านกับ 1 ปอนด์ เพื่อซัวเรซ เธอทำได้อย่างไร”

 

 



 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ อันดับ 1 ในประเทศ

 

คาสิโนออนไลน์ พนันออนไลน์ พนันบอล พนันบอลออนไลน์ ที่เล่นได้ตลอด 24 ชม. 7 วัน เล่นง่าย ฝาก-ถอน รวดเร็ว รองรับทุกอุปกรณ์ สมัครสมาชิก ได้แล้ววันนี้ พร้อมเล่นในทันทีที่ฝากเงิน

 

 

เฟร็ด กับการกลับชาติมาเกิดในสีเสื้อปีศาจแดง

เฟร็ด กับการกลับชาติมาเกิดในสีเสื้อปีศาจแดง

 

เฟร็ด กับการกลับชาติมาเกิดในสีเสื้อปีศาจแดง

 

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2018 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตัดสินใจคว้าตัว กองกลางชาวแซมบ้า มาด้วยค่าตัวสูงถึง 59 ล้านยูโร

 

หลายคนต่างคาดหวัง และมั่นใจว่า เขาจะเข้ามาตอบโจทย์ให้กับแดนกลางกับปีศาจแดง เพราะ นี่คือ นักเตะที่ประสบความสำเร็จมากมาย กับ ชัคตาห์ โดเนสต์ค ยักษ์ใหญ่แห่งยูเครน หลังรับใช้ทีมมาตั้งแต่ปี 2013 พร้อมพาทีมคว้าแชมป์ลีก ถึง 3 สมัย

 

และหากไล่ดู บรรดานักเตะแซมบ้า ที่ผ่านสโมสรนี้มาต่างประสบความสำเร็จมากมาย อาทิ แฟร์นานดินโญ ที่กลายเป็นตำนานของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ รวมถึง วิลเลียน ที่ถือเป็นตัวหลักของเชลซี

 

ทำให้การมาโรงละครแห่งความฝันของเฟร็ด ทำให้หลายคน ต่างคาดหวังว่าเขาจะมาเติมเต็ม

 

แต่เปล่าเลย เพียงแค่ปีแรก เจ้าตัวก็ถูกวิจารณ์อย่างหนัก ว่าเป็น บราซิลเซิ่นเจิ้นบ้าง , เคลแบร์สัน 2 บ้าง

 

เพราะเห็นได้ชัดว่าเขามีปัญหาอย่างมากในการปรับตัวเข้ากับทีม และเข้ามาไม่ทันไร โชเซ มูรินโญ ที่เป็นคนคว้าตัวเขามา ก็ต้องตกเก้าอี้ และเป็นโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่เข้ามา

 

ความผิดพลาดครั้งแล้วครั้งเล่า การจ่ายบอลพลาดจนทำให้ทีมเสียประตู การยิงประตูก็ไม่โดดเด่น และในฤดูกาลแรก ก็ทำได้แค่ประตูเดียว ตำแหน่งที่ถนัดก็ไม่ชัดเจน

 

จะรับก็ไม่สุด จะรุกก็ไม่สุด บางครั้งโดนจับไปเล่นริมเส้น จนหลายคน ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเงินจำนวน 59 ล้านยูโร ที่เสียไป ว่าดูท่า ปีศาจแดง จะตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอีกแล้ว

 

และการเริ่มต้นปีที่ 2 ของ ห้องเครื่องจากแซมบ้า ก็ยังไม่ดี หลายคนต่างยังไม่มั่นใจ แต่พอนานวันไป ในห้วงเวลาวิกฤต ที่ ปอล ป็อกบา เจ็บยาว, สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ ก็เจ็บ เนมานยา มาติช ก็โรยรา กลายเป็นเจ้าตัวต้องถูกส่งลงสนามอย่างต่อเนื่อง

 

และเฟร็ด ก็กลายเป็นตัวหลักของปีศาจแดง พร้อมกับได้รับคำชม อย่างต่อเนื่องจากทั้งบรรดากูรู และอดีตนักเตะของทีม ยิ่งการมาของบรูโน แฟร์นานเดส ยิ่งทำให้เขาโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

 

ซึ่งสาเหตุที่ทำให้เขาทำผลงานได้ดีส่วนหนึ่งมาจากความชัดเจนในหน้าที่ ว่า เขาคือตัวควบคุมจังหวะ คนที่คอยออกบอล เขาอาจจะไม่ใช่นักเตะสไตล์แซมบ้า ทั่วไป ที่จะเลี้ยงบอลหลบนักเตะหลายคน มีลีลาสวยงาม มีแอสซิสต์สุดเฉียบคม

 

แต่หน้าที่หลักเขาคือ การปิดทองหลังพระ ยิ่งการได้ ไมเคิล คาร์ริค ที่ปัจจุบันเป็นผู้ช่วยโค้ชของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำให้เขามีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

หน้าที่หลักของการปิดทองหลังพระของเขาก็คือ การลำเลียงบอลจากแดนหลังไปแดนหน้า คอยคุมจังหวะ ดึงช้า ดึงเร็ว เพราะนี่คือหน้าที่หลักสำคัญ และหากทีมเสียบอล เขาจะเป็นคนแรกที่เข้าปะทะ แต่จะเป็นการปะทะในรูปแบบของ Soft Foul จนทำให้เขาได้รับใบเหลืองไปแล้ว 7 ใบ ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนี้

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง เฟร็ดคือคนหนึ่งที่ถือเป็นกุญแจสำคัญ จากคนที่แฟนบอลทุกคนต่างร้องยี้ เวลาเห็นชื่อเป็น 11 ตัวจริง กลายเป็นคนที่แฟนบอล ต้องตั้งคำถามว่า ถ้า ปอล ป็อกบา กับ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ กลับมา ใครสมควรจะถูกดร็อปไปก่อนในระบบ 3 กองกลาง ที่มี เฟร็ด กับ บรูโน แฟร์นานเดส จองตำแหน่งตัวจริงไว้แล้ว 2 ตำแหน่ง

 

เรื่องนี้เป็นการพิสูจน์ให้เห็นอะไรในฟุตบอลหลายอย่าง

 

  1. ทุกอย่างมันต้องใช้เวลา โดยเฉพาะในกีฬาฟุตบอล หลายคนล้มเหลว เพราะไม่ได้เวลาที่จะพิสูจน์ตัวเอง หรือ ไม่ได้เวลาปรับตัว ยื่งโดยเฉพาะสภาพอากาศที่ประเทศอังกฤษ ที่สภาพอากาศแตกต่างจากที่อื่น ทั้งหนาวเย็น ผนวกด้วยฝนที่ตกลงมาแทบจะตลอดเวลา

 

เพราะสภาพอากาศมีผลกับนักฟุตบอลพอสมควร มันจึงต้องใช้เวลาปรับตัว ลองมองภาพของไทยลีก สาเหตุสำคัญที่นักฟุตบอลจากยุโรป ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จเป็นเพราะอากาศทีร้อนชื้น แต่พวกเขาอยู่ในสภาพอากาศที่หนาวมาเกือบตลอดชีวิต มันก็เลยเป็นปัญหา และจะเห็นได้ว่า กลายเป็นนักเตะบราซิล หรือ ยุโรปตอนใต้ หรือ แอฟริกา ไม่ค่อยประสบปัญหาเลย

 

  1. การตัดสินใจใครสักคน ต้องมองให้ละเอียด บางคนไม่เข้าใจหน้าที่ของนักฟุตบอล พอรู้ว่าเขาเป็นบราซิล ภาพจำที่เกิดขึ้นก็คือ ต้องมีลีลาแพรวพราว ดั่งเหล่าตำนาน อย่าง โรนัลโด้, โรนัลดินโญ หรือ กาก้า แต่มันก็ไม่ได้แปลว่านักเตะบราซิลทุกคนจะต้องมีลีลาหรือลูกเล่นแบบนั้นเสมอไป

 

นักเตะแซมบ้า บางคนก็อาจจะเล่นบอลระบบ ความสามารถเฉพาะตัวไม่ได้สูง และรับบทปิดทองหลังพระ และการชื่นชมใครสักคน ไม่ใช่ว่า พอเห็นกูรู หรือ อดีตนักเตะชื่อดังชม แล้วเราก็ต้องชมตาม แต่เราก็ต้องลองวิเคราะห์ และเข้าใจว่า ที่เขาชมมีสาเหตุจากอะไร และทำไมเป็นต้น

 

  1. ล้มเหลวแต่ไม่ใช่ว่าต้องยอมแพ้ บางคนผิดพลาดโดนวิจารณ์หนัก และก็เลือกที่จะยอมแพ้ แต่บางทีในชีวิต มันมีโอกาสเสมอ อย่างเช่น เฟร็ด ในยามที่แผงมิดฟิลด์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลายคนเจ็บ พอเขาได้โอกาส เขาก็คว้าโอกาสนั้นมาได้สำเร็จ

 

เพราะฉะนั้น ไม่ว่าชีวิตเราจะวิกฤตแค่ไหน แต่ก็จะมีโอกาสเข้ามาเสมอ อยู่ที่เราจะคว้ามาได้หรือไม่ก็เท่านั้นเอง

 

 

 



 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ อันดับ 1 ในประเทศ

 

คาสิโนออนไลน์ พนันออนไลน์ พนันบอล พนันบอลออนไลน์ ที่เล่นได้ตลอด 24 ชม. 7 วัน เล่นง่าย ฝาก-ถอน รวดเร็ว รองรับทุกอุปกรณ์ สมัครสมาชิก ได้แล้ววันนี้ พร้อมเล่นในทันทีที่ฝากเงิน