แมนเชสเตอร์ในโลกคู่ขนาน

แมนเชสเตอร์ในโลกคู่ขนาน

 

 

นับตั้งแต่วันที่ 8 พฤษภาคม 2013 ที่เกิดเหตุการณ์ครั้งสำคัญในวงการฟุตบอลอังกฤษ หรืออาจจะทั่วโลกด้วยซ้ำไป เมื่อ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือของทีมมหาอำนาจอย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประกาศวางมือจากการทำงานในรั้วโอลด์ แทรฟฟอร์ดนานถึง 27 ปีเต็มอย่างสุดช็อค

 

            ต้องบอกว่าการที่จะหาผู้จัดการทีมสักคนที่คุมทีมเดียวได้นานขนาดนี้มันไม่ง่ายเลย และนับตั้งแต่เหตุการณ์นั้น ชื่อของสโมสร แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจนถึงปัจจุบัน ขณะเดียวกันอีกทีมที่ร่วมเมืองเดียวกันอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่กำลังก่อร่างสร้างตัวในตอนนั้นก็ทะยานจากทีมกลางตารางสู่ทีมที่ลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว

 

            ย้อนไปเมื่อปี 2008 สโมสรเรือใบสีฟ้า ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสโมสร คือการที่กลุ่ม อาบู ดาบี กรุ๊ป กลุ่มทุนจากตะวันออก ที่พลิกโฉมหน้าของทีมไปอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ทั้งสองสโมสรอยู่ในเมืองแมนเชสเตอร์เหมือนกัน แต่ย้อนไปในอดีตทุกคนต่างรู้ศักดินากันดีว่า ยูไนเต็ดครองความยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ยุคอดีต ทั้งแชมป์ลีก เอฟเอคัพ ลีกคัพ รวมถึงทริปเปิ้ลแชมป์ในปี 1999 ขณะที่เพื่อนร่วมเมืองยังเป็นแค่ทีมไม้ประดับที่เจียนอยู่เจียนไปอยู่เลย

 

            เวลาล่วงเลยมาพอสมควร หลังจากที่ ซิตี้ ได้กลุ่มทุนมาเทคสโมสร การใช้จ่ายในทีมก็เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในหลายๆด้าน ทำให้เราได้เห็นผู้เล่นมากมาย รวมถึงโค้ชยอดฝีมือ ผลัดกันเข้าออกในทีมสีฟ้าเวลานั้น จนมันมาสำเร็จในฤดูกาล 2011/12  ที่พวกเขาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งแรกได้สำเร็จ

 

            นี่เป็นสัญญาณอะไรบางอย่างที่กำลังจะบอกว่าจากเพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญกำลังกลายเป็นเพื่อนบ้านมหากาฬในที่สุด และจากทีมชั้นนำหัวตารางก็กำลังเข้าสู่ทีมลุ้นโควต้ายุโรปเท่านั้น ตั้งแต่นั้นมาความห่างชั้นของสองทีมก็เห็นชัดเข้าไปขึ้นเรื่อยๆนับตั้งแต่สองทีมมีการเปลี่ยนแปลง

 

ฤดูกาล 2013/14

            ฤดูกาลแรกที่ฝั่งสีแดงอย่าง ยูไนเต็ด ไม่มี “เฟอร์กี้” และได้ เดวิด มอยส์ มาเป็นแม่ทัพคนใหม่ ท่ามกลางเสียงวิพากย์หนาหูว่าเหมาะสมแล้วจริงหรอ จนยิ่งเล่นยิ่งรู้ได้ทันทีว่า “มันไม่ใช่” จบฤดูกาลแมนฯยูไนเต็ดจบที่อันดับ 7 ซึ่งแย่ที่สุดเท่าที่เคยมีพรีเมียร์ลีกมา และแน่นอนผลงานแบบนี้ก็เซ่นด้วยการปลด มอยส์ ออกไปด้วยระยะการทำงานแค่ 10 เดือนเท่านั้น

            กลับกันทางฝั่ง ซิตี้ พวกเขาคว้าแชมป์ได้เป็นสมัยที่ 2 ของสโมสร กับกุนซืออย่าง มานูเอล เปเยกรินี่ ด้วยตัวผู้เล่นคล้ายเดิม โดยคะแนนของทีมสีฟ้าทิ้งห่างสีแดงมากถึง 22 คะแนนด้วยกัน และคู่แข่งลุ้นแชมป์ของพวกเขาก็คือ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูลที่กำลังกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในปีนั้น

 

ฤดูกาล 2014/15

            ฤดูกาลนี้ทั้งสองทีมต้องอกหักเพราะแชมป์ตกเป็นของเชลซี แต่ฝั่ง ยูไนเต็ด ได้กุนซือคนใหม่อย่าง หลุยส์ ฟานกัล กุนซือมากประสบการณ์ทั้งบาร์เซโลน่า , บาเยิร์น มิวนิค รวมถึงทีมชาติฮอลแลนด์ชุดฟุตบอลโลก 2014 มาคุมทีม ด้วยโปรไฟล์แบบนี้พร้อมกับดึงสตาร์มาร่วมทีมทั้ง อังเคล ดิมาเรีย และ ราดาเมล ฟานกัล ย่อมเป็นที่คาดหวังแก่แฟนบอล แต่ก็ทำได้ดีที่สุดด้วยการจบที่ 4 แล้วคว้าตั๋วไป แชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า

            ทางด้านแชมป์เก่าอย่างซิตี้ ที่ฟอร์มก็ยังคงรักษามาตรฐานได้ดีอยู่ แต่ท้ายที่สุดก็ทำได้ดีแค่อันดับ 2 เท่านั้น แต่ก็ยังมีเรื่องดีที่ กุน อเกวโร่ ศูนย์คนสำคัญได้ดาวซัลโวปีนี้ไปครองด้วยผลงาน 26 ประตู และในรายการอื่นก็ยังไปไม่ถึงฝันสักราย ถ้วยยุโรปก็ไปได้แค่รอบ 16 ทีมเท่านั้น

 

ฤดูกาล 2015/16

            ฤดูกาลนี้ก็ยังเป็นอีกปีที่จบฤดูกาลฝั่งแมนฯซิตี้จบอันดับเหนือกว่าแมนฯยูไนเต็ด ด้วยอันดับ 4 และ 5 ตามลำดับ เพราะปีนั้น เลสเตอร์ ซิตี้ ก้าวขึ้นมาทำประวัติศาสตร์เป็นแชมป์ครั้งแรกของสโมสรได้ และทีมอื่นๆต่างฟอร์มรูดลงมากันหมดทุกทีมอย่างน่าแปลกใจ

            แต่สิ่งที่น่าจดจำคือทางฝั่งแมนฯซิตี้ไปดึงตัว ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ เควิน เดอ บรอยน์ มาอยู่กับทีมในปีนั้น เข้ามาก็ช่วยให้ทีมได้แชมป์ลีกคัพในทันที ส่วนยูไนเต็ดก็ไปจัดการดึง เมมฟิส เดอปาย กับ อ็องโตนี่ มาร์กซิอาล เข้ามาจนสุดท้ายก็ได้ถ้วยเอฟเอคัพ ติดมือกลับมาในซีซั่นนั้น และเป็นปีสุดท้ายของ หลุยส์ ฟานกัล ในทีมปีศาจแดงด้วย

 

 

ฤดูกาล 2016/17

          ปีนี้ทางฝั่งมุมแดงดูจะทำได้ดีกว่าในหลายเรื่อง ทั้งที่สองทีมมีการเปลี่ยนผู้จัดการทีมทั้ง โชเซ่ มูรินโญ่ แห่งยูไนเต็ด และ เป๊ป กวาดิโอล่าห์ แห่งซิตี้ แต่จบฤดูกาลเป็นปีศาจแดงที่ได้ถึง 3 โทรฟี่ คอมมูนิตี้ชิลด์,ลีกคัพและยูโรป้าลีก ส่วนเรือใบสีฟ้าไม่มีแม้แต่รายการเดียว ทั้งที่จบอันดับ 3 และ แมนฯยูจะจบที่ 6 ก็ตาม

            การเสริมทัพของทั้งสองทีมก็ต่างเสริมกันถล่มทลาย แต่ที่ฮือฮาเป็นทางแมนฯยูไนเต็ดไปจัดการดึง ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ พอล ป็อกบา มาเป็นสถิติของสโมสรในเวลานั้นจนถึงปัจจุบันนี้

 

ฤดูกาล 2017/18

          เหมือนเป็นการฉายหนังซ้ำเมื่อปีที่แล้ว แต่คราวนี้ต้องสลับฝั่งกันเป็นฝั่งเรือใบสีฟ้าที่ทำได้ยอดเยี่ยมกว่า แม้ว่าจะเป็นปีที่ทั้งสองทีมกลับมาเป็นคู่แข่งลุ้นแชมป์เต็มตัวแล้วก็เถอะ แต่ในบทสรุปสุดท้ายก็เป็นแมนฯซิตี้ที่ทิ้งห่างแมนฯยูไนเต็ดอันดับสองถึง 19 คะแนน ทำให้คว้าแชมป์ลีกไปครองด้วยสถิติ 100 แต้ม พร้อมกับมีลีกคัพอีกใบไปประดับสโมสร

            ส่วนยูไนเต็ดที่มี โรเมลู ลูกากู เป็นดาวซัลโวของทีมในปีนี้ กลับไม่ได้อะไรติดมือเลยแม้แต่รายการเดียว และในฟุตบอลถ้วยสองรายการในประเทศก็ตกรอบกันหมด ถ้วยยุโรปก็โดนเซบีย่าเขียตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายอย่างน่าเจ็บใจ 

 

ฤดูกาล 2018/19

            ฤดูกาลนี้มันยิ่งตอบถึงความห่างชั้นของทั้งสองทีมนี้ได้ชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่แมนฯซิตี้ของกุนซือสมองเพชรอย่าง “เป๊ป” ได้แสดงให้เห็นว่าตัวเขาและทีมคือเบอร์หนึ่งของอังกฤษในเวลานั้นอย่างแท้จริง ขณะที่มูรินโญ่กลับโดนค่อนขอดว่าเป็นทีมรถบัส เล่นกับทีมเล็กพอได้ แต่กับทีมใหญ่ก็เสียท่าเสมอ

            เป็นอีกปีที่น่าผิดหวังของยูไนเต็ดเมื่อจบฤดูกาลด้วยมือเปล่า จนต้องปลดมูรินโญ่และให้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชามาทำงานแทน แม้จะมีแมตช์ปาฏิหาริย์กับ เปแอสเช ในถ้วยบิ๊กเอียร์(แชมเปี้ยนส์ลีก) ที่เกมแรกแพ้มา ก่อนเกมที่สองจะพลิกนรกกลับมาชนะและเข้ารอบได้ แต่ก็ได้แค่เท่านั้นจริงๆ

ส่วนทางฝั่งแมนฯซิตี้ เดินหน้าถล่มคู่แข่งต่อเนื่องจนคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ในประเทศมาได้เป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ ทั้ง พรีเมียร์ลีก ,เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ (คาราบาว คัพ)

 

 

ฤดูกาล 2019/20

            มาถึงในปัจจุบัน ที่แม้ลีกยังไม่จบ(เนื่องจากไวรัสโควิด-19) แต่ก็มองออกว่าทั้งสองทีมอยู่ในจุดที่ต่างกัน ซิตี้ ลุ้นแชมป์ ส่วน ยูไนเต็ด ลุ้นท็อปโฟร์ ถึงแม้ว่าโอกาสเป็นแชมป์น่าจะตกเป็น ลิเวอร์พูล แทบจะแน่นอนแล้ว แต่ถ้ามองเปรียบเทียบทั้งสองทีมในแมนเชสเตอร์ก็ยังเป็นอีกปีที่ แมนฯซิตี้นำหน้าไปไกลแล้ว 

            ตลอด 7 ฤดูกาลที่ผ่านมา เมืองแมนเชสเตอร์แทบจะเป็นสีฟ้ามากขึ้นไปทุกวัน ไม่ว่าจะด้วยเพราะอะไรก็ตามที อาจจะเพราะเฟอร์กี้ เพราะเป๊ป หรือเหตุผลอีกมากมายไม่มีใครรู้ได้ ซึ่งมันก็ทำให้เห็นว่าอะไรที่คิดว่าดีไปเสียหมดก็อาจไม่แน่ ส่วนอะไรที่มาฉาบฉวยก็อาจจะอยู่ได้ไม่นาน

 

 

แต่เรื่องฟุตบอลมันมักจะเป็นแบบนี้ ทุกทีมพัฒนาศักยภาพของตัวเองขึ้นทุกวัน ทำให้บรรดาทีมใหญ่ทั้งหลายถ้าไม่ปรับตัวก็อาจทำอะไรผิดที่ผิดทางไปหมด เหมือนกับชีวิตแหละครับ หากเราคิดว่าเราเจ๋ง เราแน่แล้ว มันก็อาจโดนโค่นเข้าสักวัน หรือบางทีตอนนี้คนอื่นอาจเดินนำคุณไปแล้วก็ได้ โดยที่คุณไม่รู้ตัว.. 

 

 


 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ อันดับ 1 ในประเทศ

 

คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ เล่นได้ทุกที่ ทุกเวลา เล่นง่าย ฝาก-ถอน รวดเร็ว ให้ความเพลิดเพลินได้เป็นอย่างดี สมัครสมาชิก ได้แล้ววันนี้ พร้อมเล่นได้ทันทีหลังฝากเงิน