เป้าหมายที่แท้จริงของ บัลลงดอร์?

เป้าหมายที่แท้จริงของ บัลลงดอร์?

 

ถ้าฟุตบอลโลก คือรางวัลของทีมที่ดีที่สุดในวงการฟุตบอล ที่ไม่ว่าใครก็ต้องการสัมผัสมันสักครั้ง แต่หากจะพูดถึงรางวัลส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในแบบเดียวกัน แน่นอนว่ามันต้องเป็น “บัลลงดอร์”

 

            รางวัลบัลลงดอร์ หรือ นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปีของทวีปยุโรป ถือเป็นรางวัลส่วนตัวของนักฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในเวลานี้ เพราะมันคือเครื่องการันตีถึงความอหังกาของนักฟุตบอลในแต่ละยุคสมัย โดยคำว่า บัลลงดอร์เป็นภาษาฝรั่งเศสที่แปลว่าลูกฟุตบอลทองคำ ซึ่งความเป็นมาของรางวัลนี้ต้องย้อนไปกว่า 60 กว่าปีก่อน เริ่มต้นจากชายที่ชื่อ กาเบรียล ฮาโนลท์ ซึ่งเวลานั้นเขาเป็นบรรณาธิการของนิตยสารชื่อดังอย่าง ฟร้องซ์ ฟุตบอล ในฝรั่งเศส เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดสุดเจ๋งที่ว่า อยากให้ผู้สื่อข่าวที่คร่ำหวอดในวงการฟุตบอล ได้มามีส่วนร่วมในการเลือกและคัดสรรนักเตะสัญชาติยุโรปที่มีผลงานยอดเยี่ยมให้มาคว้ารางวัลนี้ไปครอง

 

            ในตอนนั้นผู้ที่สามารถโหวตได้จะมีเพียงแค่นักข่าวในยุโรปเท่านั้น ซึ่งมันก็ทำให้ผู้เล่นตำนานหลายต่อหลายคนจึงไม่ได้รางวัลนี้ แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นแค่ไหนก็ตามทั้ง เปเล่ และ ดิเอโก้ มาราโดน่า เพียงเพราะพวกเขาไม่ใช่นักเตะสัญชาติยุโรปนั่นเอง

 

            เหตุการณ์นี้มันก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในปี 1995 ที่ได้มีการตกลงกันว่านักเตะที่มีสิทธิได้รางวัลนี้ไม่จำเป็นต้องถือสัญชาติยุโรปเท่านั้น แต่เพียงขอให้ค้าแข้งในทวีปยุโรปเป็นพอ ซึ่งนั่นมันก็เป็นที่มาทำให้ จอร์จ เวอาห์ ยอดนักเตะสัญชาติไลบีเรีย ที่ตอนนั้นค้าแข้งกับเอซี มิลาน เป็นผู้เล่นคนแรกและคนเดียวจนถึงตอนนี้ที่มาจากทวีปแอฟริกาและก้าวขึ้นมารับรางวัลนี้ได้สำเร็จ

 

            ผลจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนั้นมันยังทำให้เราได้เห็นผู้เล่นทรงคุณค่ามากมายจากหลายทวีปได้รับรางวัลนี้ต่อๆกันมา นั่นคือ โรนัลโด้ ของบราซิลที่เป็นคนแรกของทวีปอเมริกาใต้เช่นกัน รวมถึงจากที่ให้แค่นักข่าวในยุโรปโหวตเท่านั้นก็เพิ่มมาเป็นนักข่าวจากทั่วโลก แต่แล้วปี 2010 ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สุดแสนจะยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อคราวนี้เป็นทาง FIFA หรือสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติได้มีนโยบายที่อยากจะรวมรางวัลบัลลงดอร์กับรางวัลนักฟุตบอลยอดเยี่ยมของโลกแห่งปี หรือ FIFA WORLD PLAYER OF THE YEAR เข้าร่วมเป็นรางวัลเดียวกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าการให้รางวัลทั้งสองรายการดูจะทับซ้อนกัน จึงเกิดเป็นการจับมือกันครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์

 

 

และรายการ FIFA Ballon d’Or (ฟีฟ่า บัลลงดอร์) ก็คือชื่อใหม่ของรางวัลนี้ แต่ไม่เพียงแค่ชื่อเท่านั้นที่เปลี่ยน วิธีการโหวตก็เปลี่ยนไปด้วยเพราะจากแค่ให้สิทธิแก่นักข่าวทั่วโลก ก็ให้สิทธิแก่ทั้งโค้ชและกัปตันทีมชาติเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย

 

            แต่แล้วเมื่อรางวัลนี้ถือกำเนิดขึ้นไปไม่ทันไร จากที่ควรจะเป็นรางวัลที่น่าเชื่อถือและยกย่องมากกว่าเดิม เพราะได้ ฟีฟ่า เข้ามาร่วมรับรองด้วย แต่กลับกันกระแสถูกตีไปในทางแง่ลบเสียส่วนใหญ่ บ้างก็ว่าไม่โปร่งใส ไม่ยุติธรรมบ้าง เพราะเพียงในปีแรกที่มีการให้รางวัลนี้ตกเป็นของ ลิโอเนล เมสซี่ ดาวซัลโวจากบาร์เซโลน่า ที่แน่นอนว่าปีนั้น เมสซี่ ฟอร์มจัดจ้านทั้งยิงทั้งจ่ายมากมายให้กับทีมและโดดเด่นแบบสุดๆ

 

            ในขณะเดียวกันผู้เล่นที่โชว์ฟอร์มได้ดีไม่แพ้กันในปีนั้นก็ยังมี โดยหลายคนมองว่า ทริปเปิ้ลแชมป์ของ เวสลี่ย์ สไนเดอร์ กับอินเตอร์ มิลาน และ แชมป์โลกของ อันเดรียส อิเนียสต้า กับทีมชาติสเปน น่าจะเป็นคนที่มีโอกาสมากกว่าเมสซี่ด้วยซ้ำ นั่นก็ทำให้รางวัลนี้เริ่มมีอะไรบางอย่างที่ค้างอยู่ในใจใครหลายคน

 

            นอกจากนั้นก็ยังมีเหตุการณ์เป็นที่พูดถึงอีกมาก จนทำให้ครั้งหนึ่ง ฟร้องก์ ริเบรี่ แคนดิเดตบัลลงดอร์ในปี 2013 ออกมาให้บอกว่า “ผมบอกกับภรรยาผมว่า ผมจะแพ้ ผมเห็น เซปป์ แบล็ตเตอร์ (ประธานฟีฟ่าในเวลานั้น) กอด โรนัลโด้ และครอบครัวของเขาทุกคน มันชัดเจนอยู่แล้วว่าเขาจะชนะรางวัล ไม่อย่างนั้นจะพาครอบครัวมาทำไม ผมไม่ได้โง่หรอก” นั่นเป็นคำพูดเจ็บแสบที่ส่งไปถึงรางวัลนี้

 

            จนแล้วจนรอด ในปี 2016 ทั้งสองฝั่งก็ได้แยกทางกัน เพราะทาง ฟร้องซ์ ฟุตบอล เชื่อว่ารางวัลนี้มันไม่ศักดิ์สิทธิ์อีกแล้ว จนแยกออกมา กลับมาใช้ชื่อ บัลลงดอร์ เหมือนเก่า และใช้แบบแผนเดิมอีกหน คือการให้แค่นักข่าวจากทั่วโลกเป็นคนโหวตเท่านั้น

 

ส่วนทางฟีฟ่าเองก็กลับมาใช้รูปแบบเก่าของตัวเองเช่นกันในชื่อ FIFA The Best ตามเดิม

 

 

ซึ่งนับตั้งแต่ปี 1956 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของรางวัลอันทรงเกียรตินี้จนถึงปัจจุบัน ผู้ที่กวาดรางวัลนี้มากที่สุดก็คืออัจฉริยะลูกหนังอย่าง ลิโอเนล เมสซี่ ยอดดาวเตะอาเจนไตน์ ที่มีโทรฟี่นี้ไปประดับที่บ้านถึง 6 สมัย หลังล่าสุดในปี 2019 ที่ผ่านมา ก็ยังเป็นเจ้าตัวที่สามารถนำไปครองได้อีกเช่นเคย

แต่ใครจะเชื่อว่ารางวัลนี้ได้ตกไปเป็นของนักเตะตำนานอย่างมากมายในโลกลูกหนัง ไล่มาตั้งแต่คนแรกที่ได้คือ สเตนรี่ แมทธิว นักเตะชาวอังกฤษ จากสโมสรแบล็คพูล ที่เป็นผู้เล่นประวัติศาสตร์คนแรกที่ได้รางวัลนี้

จากนั้นก็มีชื่อของดาวดังอีกนับหลายสิบรายที่ฟอร์มยอดเยี่ยมจนคว้ารางวัลนี้มาครอง อาทิเช่น อัลเฟรโด้ ดี สเตฟาโน , เลฟ ยาชิน , เดนิส ลอว์ , ยูเซบีโอ ,บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน , จอร์จ เบสต์ , แกร์ด มุลเลอร์ , โยฮัน ครัฟฟ์ , ฟรานซ์ เบ็คเค่นเบาเออร์ และอีกหลายต่อหลายคน

 

และก็เช่นเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่ทำงานอย่างหนักและทำผลงานได้ดีไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน แต่ก็ยังไม่มีโอกาสสัมผัสรางวัลนี้สักครั้งเดียว ถึงยังไงก็ตามแม้ว่าจะมีนักเตะอีกมากที่ไม่ได้รางวัลนี้ไปครอง แต่นั่นมันก็ไม่ได้ทำให้คุณค่าของพวกเขาลดน้อยลงไปเลย เพียงแค่โอกาสและเวลามันอาจจะยังไม่เหมาะสม เพราะทุกรางวัลมันมักจะมีผู้ชนะได้เพียงแค่คนเดียวเสมอ

 

แม้ว่าบัลลงดอร์จะเป็นรางวัลที่นักฟุตบอลทุกคนต้องการ เปรียบเสมือนจุดสุงสุดในวงการลูกหนังของชีวิต เพราะมันเป็นสัญลักษณ์ที่คอยเตือนใจพวกเขาอยู่เสมอว่าครั้งหนึ่งเขาก็เคยอยู่ในจุดสูงสุดของตัวเองเหมือนกัน แต่มันจะไม่ดีไปกว่าหรอ ถ้าทุกคนตั้งใจทุ่มเทอย่างเต็มที่บนฟลอร์หญ้า รวมถึงทำงานอย่างหนักอยู่ตลอดเวลา จนเป็นที่ยอมรับแก่เพื่อนร่วมอาชีพและคนทั่วโลก ถึงตอนนั้นรางวัลนี้มันก็อาจเป็นแค่ของในตู้โชว์เท่านั้นแหละ

 

 


 

 

DATABET88.VIP คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ อันดับ 1 ในประเทศ

 

คาสิโนออนไลน์ พนันบอล พนันออนไลน์ พนันบอลออนไลน์ ที่เล่นได้ตลอด 24 ชม. เล่นง่าย ฝาก-ถอน สบาย ให้ความเพลิดเพลินได้เป็นอย่างดี สมัครสมาชิก ได้แล้ววันนี้ พร้อมเล่นได้ทันทีที่ฝากเงิน